เตียงตรวจวันนี้มีเรื่องน่าตกใจ
เวลาที่มีคนไข้ถูกหามส่งห้องฉุกเฉินด้วยอาการชักเกร็งทั้งตัวแบบไม่เคยเป็นมาก่อน มันมักจะทำให้บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดขึ้นมาทันที หลายครอบครัวตั้งคำถามด้วยความตกใจว่า ทำไมจู่ๆ คนที่เคยแข็งแรงดีถึงล้มลงชักได้ขนาดนี้ หนึ่งในสาเหตุที่หมอกลัวที่สุดและต้องรีบวินิจฉัยให้เร็วที่สุดก็คือ อาการชักเฉียบพลันจากสมองอักเสบ ซึ่งเป็นภาวะวิกฤตที่เนื้อสมองกำลังเผชิญกับการอักเสบครั้งใหญ่
สมองอักเสบคืออะไร ทำไมถึงทำให้คนเราชักได้
เวลาที่เราพูดถึงสมองอักเสบ หลายคนอาจจะนึกภาพไม่อออกว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร หมออยากให้ลองนึกภาพเนื้อสมองนิ่มๆ ที่ทำหน้าที่ควบคุมทุกอย่างในร่างกาย เมื่อไหร่ก็ตามที่มีเชื้อโรค เช่น ไวรัสหรือแบคทีเรีย เล็ดลอดเข้าไปโจมตี หรือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเกิดความสับสนแล้วหันมาเล่นงานเนื้อสมองเสียเอง สมองส่วนนั้นจะบวมแดงและเกิดความเสียหาย
เมื่อเนื้อสมองเกิดการระคายเคืองและอักเสบ การทำงานของกระแสไฟฟ้าในสมองก็จะรวนไปหมด เปรียบเสมือนวงจรไฟฟ้าในบ้านที่เกิดการลัดวงจร ส่งผลให้เซลล์สมองปล่อยสัญญาณไฟฟ้าออกมาพร้อมๆ กันอย่างบ้าคลั่ง กลายเป็น อาการชักเฉียบพลันจากสมองอักเสบ ที่เราเห็นคนไข้มีอาการเกร็ง กระตุก หรือหมดสติไปเฉียบพลัน
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่านี่ไม่ใช่ลมชักธรรมดา
เวลาคนไข้มีอาการชัก หมอไม่ได้มองแค่ตอนที่เขากำลังชักเท่านั้น แต่เราต้องมองหาเบาะแสอื่นๆ ที่มักจะมาก่อนหรือมาพร้อมกับอาการชักเสมอ เพราะนี่คือความแตกต่างระหว่างโรคลมชักทั่วไปกับสมองอักเสบ
- ไข้สูงเฉียบพลัน: ส่วนใหญ่คนไข้มักจะมีไข้ร่วมด้วยเสมอ ต่างจากโรคลมชักทั่วไปที่มักไม่มีไข้
- ปวดหัวรุนแรงและซึมลง: มีอาการปวดหัวชนิดที่กินยาเท่าไหร่ก็ไม่หาย ตามมาด้วยอาการสะลอมสะลือ พูดจาเริ่มไม่รู้เรื่อง หรือจำคนใกล้ตัวไม่ได้
- พฤติกรรมเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ: บางคนอยู่ดีๆ ก็เพ้อ เอะอะโวยวาย หรือซึมเงียบผิดปกติ
- มีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย: เช่น แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัด หรือมองเห็นภาพซ้อน
ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยในโรงพยาบาล
เมื่อคนไข้มาถึงมือหมอแล้ว เราจะปล่อยให้เวลากลุ่มนี้ผ่านไปไม่ได้เด็ดขาด ทีมแพทย์ต้องรีบทำการตรวจอย่างละเอียดเพื่อหาต้นตอของการอักเสบ
เจาะเลือดและตรวจน้ำไขสันหลัง
ขั้นตอนนี้อาจจะฟังดูน่ากลัวสำหรับญาติ แต่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง หมอจะต้องทำการเจาะเก็บบริเวณไขสันหลังเพื่อนำน้ำไขสันหลังมาตรวจหาเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือดูว่ามีเม็ดเลือดขาวหลุดรอดเข้าไปในโพรงน้ำสมองมากน้อยแค่ไหน เพื่อยืนยันว่ามีการอักเสบเกิดขึ้นจริงหรือไม่
การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองและการเอกซเรย์
เราจะใช้เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองหรือ EEG เพื่อดูว่าจุดไหนในสมองที่กำลังปล่อยกระแสไฟฟ้าผิดปกติ ควบคู่ไปกับการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือ MRI เพื่อดูความบวมและตำแหน่งที่เสียหายของเนื้อสมองอย่างชัดเจน
วิธีรักษาเมื่อสมองกำลังเผชิญวิกฤต
เป้าหมายแรกสุดของเราคือการหยุดอาการชักให้ได้โดยเร็วที่สุด เพราะถ้าปล่อยให้สมองชักนานเกินไป เซลล์สมองจะขาดออกซิเจนและตายถาวร หลังจากนั้นการรักษาจะแบ่งออกเป็นส่วนๆ ตามสาเหตุ
- ให้ยาต้านชัก: เพื่อควบคุมกระแสไฟฟ้าในสมองให้สงบลง
- ให้ยาต้านไวรัสหรือยาปฏิชีวนะ: ขึ้นอยู่กับผลตรวจว่าเชื้อตัวไหนเป็นผู้ร้าย
- ลดอาการบวมของสมอง: ให้ยาเพื่อช่วยลดความดันในกะโหลกศีรษะและประคับประคองสัญญาณชีพ
การดูแลตัวเองและการเฝ้าระวังหลังจากผ่านพ้นช่วงวิกฤต
สำหรับคนที่รอดพ้นจากภาวะนี้ ช่วงเวลาการพักฟื้นที่บ้านถือเป็นช่วงเวลาที่เปราะบางมาก ญาติและคนใกล้ชิดต้องทำหน้าที่เป็นตาเป็นหูคอยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด
- กินยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด: ห้ามหยุดยาต้านชักเองเด็ดขาด แม้จะรู้สึกว่าหายดีแล้วก็ตาม
- สังเกตอาการผิดปกติซ้ำ: หากมีไข้กลับมาซ้ำ ซึมลง หรือมีอาการกระตุกแม้แต่นิดเดียว ต้องรีบพามาหาหมอทันที
- ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ: สมองที่ผ่านการอักเสบย่อมต้องการเวลาพักฟื้น การทำกายภาพบำบัดและการดูแลด้านความจำจึงเป็นสิ่งสำคัญในระยะยาว