ช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจกำลังกุมขมับกับพฤติกรรมของลูกน้อย ที่อยู่ๆ ก็เหมือนจะลืมความโตของตัวเองไปเสียดื้อๆ จากเด็กที่เคยบอกว่าขอทำเองได้ กลับมางอแงขอให้อุ้ม จากที่เคยเลิกผ้าอ้อมสำเร็จรูปไปแล้ว กลับฉี่รดที่นอนติดต่อกันหลายคืน หรือบางคนถึงขั้นพูดไม่ชัดและกลับไปใช้วิธีร้องไห้งอแงเวลาต้องการอะไรเหมือนตอนยังเป็นเบบี้ เหตุการณ์เหล่านี้มักสร้างความกังวลใจให้ผู้เลี้ยงดูไม่น้อยว่าเกิดอะไรขึ้นกับสมองหรือสภาพจิตใจของลูกกันแน่
ภาวะถดถอยทางพฤติกรรมคืออะไร และทำไมลูกถึงกลับไปเป็นเด็กเล็ก
ในทางการแพทย์และจิตวิทยาพัฒนาการ เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ภาวะถดถอยทางพฤติกรรม (Regression) ซึ่งหมายถึงการที่เด็กสูญเสียทักษะหรือความสามารถที่เคยทำได้ด้วยตัวเองไปชั่วคราว แล้วถอยหลังกลับไปแสดงพฤติกรรมในวัยที่เล็กกว่า สิ่งสำคัญที่หมออยากให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจก่อนเลยคือ นี่ไม่ใช่เรื่องผิดปกติหรือโรคทางสมองที่ถาวร แต่เป็นกลไกการป้องกันตัวเองตามธรรมชาติของเด็ก เมื่อพวกเขารู้สึกไม่มั่นคงทางจิตใจ เครียด เหนื่อยล้า หรือกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต
สาเหตุที่ทำให้เด็กเกิดอาการถอยหลังเข้าคลอง
สมองของเด็กเล็กยังอยู่ในช่วงกำลังพัฒนา การจัดการกับความเครียดหรืออารมณ์ด้านลบจึงยังทำได้ไม่ดีเท่าผู้ใหญ่ เมื่อมีความกดดันเข้ามา สมองของพวกเขาจะเลือกวิธีที่ปลอดภัยที่สุด นั่นคือการกลับไปหาจุดที่เคยรู้สึกปลอดภัยและได้รับการดูแลเอาใจใส่มากที่สุด ซึ่งสาเหตุหลักๆ ที่หมอมักพบในห้องตรวจมีดังนี้
- การมีน้องใหม่: เป็นสาเหตุคลาสสิกที่ทำให้พี่คนโตเกิดความรู้สึกกลัวการสูญเสียความรัก จึงอยากกลับมาเป็นเด็กแบเบาะเพื่อให้แม่หันมาสนใจเหมือนเดิม
- การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม: เช่น การย้ายบ้าน การเปลี่ยนโรงเรียน หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนพี่เลี้ยงเด็ก
- ความเครียดภายในครอบครัว: บรรยากาศตึงเครียด การทะเลาะกันของผู้ใหญ่ หรือการสูญเสียบุคคลในครอบครัว
- อาการเจ็บป่วยทางกาย: เวลาที่เด็กไม่สบาย พลังงานร่างกายลดลง พวกเขาก็ต้องการการดูแลแบบเด็กเล็กมากกว่าปกติ
สัญญาณเตือนแบบไหนที่เรียกว่าถดถอยชั่วคราว และแบบไหนที่ต้องระวัง
การถดถอยโดยทั่วไปที่เกิดจากความเครียดมักจะเป็นอยู่ไม่นาน เมื่อสถานการณ์คลี่คลายหรือเด็กได้รับความรักความเข้าใจ พฤติกรรมเหล่านั้นจะค่อยๆ หายไปเอง แต่สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องแยกแยะให้ดีคือ อาการถดถอยที่เกิดจากความเครียดกับความผิดปกติทางพัฒนาการที่แท้จริง
ความแตกต่างระหว่างความเครียดกับพัฒนาการที่สะดุด
หากเด็กเคยพูดเป็นประโยคได้ดี แล้วอยู่ๆ ก็หยุดพูดไปเลย พร้อมกับไม่สบตา ไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียก และสูญเสียทักษะทางสังคมในทุกๆ ด้าน อาการแบบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องพฤติกรรมถดถอยทั่วไป แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของกลุ่มอาการออทิสติกหรือความผิดรูปทางระบบประสาท ซึ่งจำเป็นต้องรีบพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินอย่างละเอียด แต่ถ้าลูกยังพูดจาเข้าใจ เล่นสนุกได้ปกติ แค่บางวันอยากงอแงทำตัวเป็นเด็กเล็ก แบบนี้มักเป็นเรื่องของอารมณ์ล้วนๆ
วิธีรับมือเมื่อลูกแสดงพฤติกรรมถดถอยอย่างเข้าใจ
เมื่อเจอสถานการณ์นี้ สิ่งที่แย่ที่สุดคือการดุว่า ประชดประชัน หรือบังคับให้ลูกทำตัวเป็นเด็กโตทันที เพราะจะยิ่งเพิ่มความเครียดและทำให้พฤติกรรมแย่ลงไปอีก หมอแนะนำแนวทางปฏิบัติง่ายๆ ดังนี้
- ให้สิ่งที่เขาเรียกร้องชั่วคราว: หากลูกอยากให้อุ้ม อยากให้ป้อนข้าว หรืออยากนอนกอดเป็นพิเศษ ให้ตามใจเขาในช่วงเวลานั้น เพื่อเติมเต็มถังความรักให้เต็ม เมื่อเขารู้สึกปลอดภัยแล้ว เดี๋ยวเขาจะอยากลุกขึ้นมาทำเองต่อได้
- หลีกเลี่ยงการตำหนิ: ห้ามพูดคำว่า โตจนป่านนี้แล้วทำไมยังทำแบบนี้ หรือ อายุน้องบ้างไหม เพราะจะทำให้เด็กสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง
- ใช้เวลากำหนดเฉพาะตัว: จัดสรรเวลาคุณภาพให้ลูกได้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่โดยไม่มีน้องหรือหน้าจอมาเกี่ยวข้อง เพื่อให้เขามั่นใจว่าความรักที่มีให้ยังคงเท่าเดิม
- ชมเชยเมื่อทำตัวตามวัย: เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกแสดงพฤติกรรมที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้นหรือช่วยเหลือตัวเองได้ ให้คำชมเชยในทันที เพื่อเสริมแรงบวก
เมื่อไหร่ที่ควรพาเด็กไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
หากคุณพ่อคุณแม่ลองปรับวิธีดูแลที่บ้านแล้ว ผ่านไปหลายสัปดาห์พฤติกรรมถดถอยไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น หรือมีอาการรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เช่น ปัสสาวะรดที่นอนตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน มีอาการหวาดกลัว ปลีกตัว หรือพฤติกรรมการนอนและการกินเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน การพาไปพบกุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม หรือนักจิตวิทยาเด็ก จะช่วยให้คำปรึกษาและหาทางออกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับครอบครัวได้