ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

สวัสดีครับคุณผู้อ่านทุกท่าน วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องที่หลายคนอาจเคยเจอ จนบางทีก็ชินชาไปแล้ว นั่นคือ อาการปวดหัวที่มาพร้อมกับความเครียด ที่ไม่เคยหายไปไหน หรือมาๆ หายๆ จนเราเริ่มไม่แน่ใจว่ามันเป็นแค่เรื่องปกติของชีวิตคนทำงาน หรือเป็นสัญญาณเตือนของร่างกายกันแน่ โดยเฉพาะเมื่อความเครียดเหล่านั้นสะสมมาเป็นเวลานานจนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตประจำวันของคุณ

ในฐานะหมอ ผมมักจะได้ยินคนไข้มาเล่าว่า “หมอคะ หนูชอบปวดหัวบีบๆ เหมือนมีอะไรมารัดหัว” หรือ “ปวดจนตึงไปถึงบ่าถึงคอเลยค่ะ” ถ้าคุณกำลังรู้สึกแบบนี้อยู่ล่ะก็ เป็นไปได้สูงว่าคุณอาจกำลังเผชิญกับ โรคปวดศีรษะจากความเครียดสะสม หรือ Tension-type Headache (TTH) นั่นเองครับ

โรคปวดศีรษะจากความเครียดสะสมคืออะไร? ปวดแบบไหนถึงเรียกว่าใช่

โรคปวดศีรษะจากความเครียด (Tension-type Headache) เป็นอาการปวดศีรษะที่พบได้บ่อยที่สุดในประชากรทั่วไป โดยทั่วไปแล้วจะมีลักษณะปวดแบบตื้อๆ หนักๆ หรือบีบๆ คล้ายมีอะไรมารัดรอบศีรษะ บางครั้งอาจรู้สึกปวดร้าวไปถึงบริเวณคอ บ่า ไหล่

  • ความรุนแรงของอาการ: มักจะเป็นระดับน้อยถึงปานกลาง ไม่ถึงกับรุนแรงจนทำกิจกรรมอะไรไม่ได้
  • ตำแหน่งที่ปวด: มักจะปวดทั้งสองข้างของศีรษะ
  • กิจกรรมที่ทำให้ปวดเพิ่มขึ้น: โดยทั่วไปกิจกรรมในชีวิตประจำวันจะไม่ทำให้อาการปวดแย่ลง
  • อาการร่วม: มักไม่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือแพ้แสง แพ้เสียงรุนแรงเหมือนไมเกรน

ทำไมเราถึงปวดหัวจากความเครียด? กลไกที่ซ่อนอยู่

สาเหตุหลักๆ ของโรคปวดศีรษะชนิดนี้คือความเครียดและความตึงเครียดของกล้ามเนื้อต่างๆ รอบศีรษะ คอ และบ่า ไหล่ครับ ลองคิดภาพตามนะครับ เมื่อเราเครียด ร่างกายจะตอบสนองด้วยการเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้หรือหนี (Fight or Flight) ซึ่งหนึ่งในการตอบสนองนั้นคือการที่กล้ามเนื้อจะหดเกร็งตัวโดยไม่รู้ตัว

เมื่อความเครียดทำให้กล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ เกร็งตัว

เมื่อเรามีความเครียด ไม่ว่าจะจากเรื่องงาน ครอบครัว การเงิน หรือปัญหาสุขภาพ กล้ามเนื้อบริเวณหนังศีรษะ ต้นคอ และบ่าของเราจะหดเกร็งอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะกล้ามเนื้อคอบ่าไหล่ที่เชื่อมต่อกับศีรษะ การหดเกร็งอย่างต่อเนื่องนี้จะไปกดเบียดเส้นประสาทและหลอดเลือด ทำให้เกิดอาการปวดตื้อๆ ล้าๆ และส่งสัญญาณปวดไปยังสมองของเรา

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่กระตุ้นให้เกิดอาการได้ เช่น

  • การนอนหลับไม่เพียงพอ หรือมีคุณภาพการนอนที่ไม่ดี
  • การอดอาหาร หรือรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา
  • การขาดน้ำ
  • การอยู่ในท่าทางที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน เช่น การนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ผิดท่า
  • การใช้สายตามากเกินไป

อาการปวดหัวจากความเครียด เป็นแบบไหนกันนะ?

ลักษณะอาการปวดหัวจากความเครียดนั้นค่อนข้างเฉพาะเจาะจง ถ้าสังเกตดีๆ คุณอาจจะพบว่าอาการของคุณเข้าข่ายนี้

  • ปวดแบบตื้อๆ บีบๆ หนักๆ: ไม่ใช่ปวดตุ้บๆ หรือจี๊ดๆ
  • ตำแหน่งที่ปวด: มักจะปวดรัดทั่วทั้งศีรษะ หรือปวดบริเวณขมับ หน้าผาก ท้ายทอย ไปจนถึงคอ บ่า ไหล่
  • ความรุนแรง: โดยทั่วไปไม่รุนแรงเท่าไมเกรน ยังพอทำกิจกรรมต่างๆ ได้บ้าง
  • ไม่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน: ซึ่งเป็นอาการเด่นของไมเกรน
  • ไม่แพ้แสงหรือเสียง: อาจรู้สึกรำคาญบ้าง แต่ไม่ถึงกับต้องไปอยู่ในห้องมืดๆ เงียบๆ

ปวดบ่อยแค่ไหนถึงเรียกว่า 'เรื้อรัง'?

โรคปวดศีรษะจากความเครียด สามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดหลักๆ คือ

  • ปวดเป็นครั้งคราว (Episodic TTH): มีอาการปวดน้อยกว่า 15 วันต่อเดือน มักสัมพันธ์กับเหตุการณ์ที่ทำให้เครียด
  • ปวดเรื้อรัง (Chronic TTH): มีอาการปวด 15 วันขึ้นไปต่อเดือน เป็นเวลาติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน อาการมักจะเป็นมากขึ้นเมื่อมีปัจจัยกระตุ้นความเครียดเพิ่มขึ้น

ถ้าคุณมีอาการปวดศีรษะจากความเครียดแบบเรื้อรัง นั่นหมายความว่าร่างกายของคุณกำลังรับมือกับความเครียดที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสมมาเป็นเวลานานครับ

เมื่อไหร่ที่อาการปวดหัวไม่ใช่แค่ 'เรื่องเล็ก' ที่ต้องไปหาหมอ

แม้ว่าโรคปวดศีรษะจากความเครียดจะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่ก็มีบางสถานการณ์ที่คุณควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินอย่างละเอียด เพราะอาการปวดศีรษะอาจเป็นสัญญาณของโรคอื่นๆ ที่อันตรายกว่าได้

  • ปวดศีรษะแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ปวดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
  • ปวดศีรษะแบบกะทันหัน รุนแรงที่สุดในชีวิต (Thunderclap headache)
  • มีไข้ คอแข็ง ตาพร่ามัว หรือมีอาการทางระบบประสาทอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น แขนขาอ่อนแรง ชา พูดไม่ชัด
  • ปวดศีรษะหลังได้รับอุบัติเหตุที่ศีรษะ
  • ปวดศีรษะรบกวนการนอนหลับจนไม่สามารถนอนได้
  • มีอาการปวดศีรษะเรื้อรังและเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะพักผ่อนหรือทานยาแล้ว
  • หากอายุมากกว่า 50 ปี และเริ่มมีอาการปวดศีรษะครั้งแรก

คุณหมอวินิจฉัยโรคปวดหัวจากความเครียดได้อย่างไร?

การวินิจฉัยโรคปวดศีรษะจากความเครียดนั้น อาศัยการซักประวัติอย่างละเอียดเป็นหลักครับ คุณหมอจะสอบถามเกี่ยวกับลักษณะอาการปวด ความถี่ ความรุนแรง ปัจจัยกระตุ้น และประวัติสุขภาพอื่นๆ

บางครั้ง คุณหมออาจทำการตรวจร่างกายและระบบประสาท เพื่อแยกโรคอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ เช่น เนื้องอกในสมอง หลอดเลือดผิดปกติ หรือภาวะอื่นๆ ที่ต้องได้รับการรักษาเฉพาะทาง โดยทั่วไปแล้ว หากไม่มีอาการผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย ก็มักจะไม่จำเป็นต้องตรวจพิเศษ เช่น CT Scan หรือ MRI Scan ในระยะเริ่มต้นครับ

จัดการอาการปวดหัวจากความเครียด: มีวิธีไหนบ้าง?

การรักษาโรคปวดศีรษะจากความเครียดมีทั้งการบรรเทาอาการในระยะสั้น และการป้องกันในระยะยาว เพื่อลดความถี่และความรุนแรงของการปวด

บรรเทาอาการปวดแบบฉับพลัน: ยาช่วยได้ แต่ต้องใช้อย่างไร?

  • ยาแก้ปวด: ยาแก้ปวดกลุ่มพาราเซตามอล (Paracetamol) หรือยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้เมื่อเริ่มมีอาการ
  • ข้อควรระวัง: ไม่ควรใช้ยาแก้ปวดบ่อยเกินไป หรือติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะจากการใช้ยาเกินขนาด (Medication Overuse Headache) ได้
  • การประคบ: การประคบเย็นบริเวณขมับหรือหน้าผาก หรือประคบอุ่นบริเวณคอ บ่า ไหล่ เพื่อช่วยคลายกล้ามเนื้อ
  • การพักผ่อน: การได้พักผ่อนในที่ที่เงียบสงบ มืดพอควร อาจช่วยลดความรุนแรงของอาการได้

แก้ที่ต้นตอ: หยุดวงจรความปวดด้วยการจัดการความเครียด

นี่คือหัวใจสำคัญของการรักษาและป้องกันโรคปวดศีรษะจากความเครียดครับ

  • การปรับพฤติกรรม:
    • นอนหลับให้เพียงพอ: พยายามเข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลาสม่ำเสมอ
    • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: การออกกำลังกายช่วยลดความเครียดและเพิ่มสารเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขตามธรรมชาติ
    • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์: หลีกเลี่ยงการอดอาหาร และดื่มน้ำให้เพียงพอ
    • หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น: สังเกตว่าอะไรคือสิ่งกระตุ้นให้คุณปวดหัวบ่อยๆ และพยายามหลีกเลี่ยง
  • เทคนิคการผ่อนคลาย:
    • การฝึกหายใจ: หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกช้าๆ อย่างมีสติ
    • โยคะ หรือ ไทชิ: ช่วยคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ
    • การทำสมาธิ (Meditation): ช่วยให้จิตใจสงบและลดความเครียด
    • นวดบำบัด: การนวดบริเวณคอ บ่า ไหล่ สามารถช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่หดเกร็งได้
  • การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: หากจัดการความเครียดด้วยตัวเองได้ยาก การปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อเรียนรู้วิธีจัดการความเครียดอย่างมีประสิทธิภาพก็เป็นทางเลือกที่ดีครับ

เคล็ดลับดีๆ ป้องกันอาการปวดหัวจากความเครียดไม่ให้กลับมาเยือน

การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอครับ ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเหล่านี้ดูนะครับ

  • จัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการทำงานและการพักผ่อนที่เหมาะสม
  • พักสายตาจากการใช้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเป็นระยะ
  • ปรับท่านั่งทำงานให้ถูกต้อง ไม่ก้มหรือเงยคอมากเกินไป
  • จัดตารางเวลาให้มีช่วงพักผ่อนและทำกิจกรรมที่ชอบ
  • เรียนรู้ที่จะปฏิเสธสิ่งที่ไม่จำเป็น เพื่อไม่ให้แบกรับภาระมากเกินไป
  • ฝึกจัดการอารมณ์และความคิดเชิงบวก

จากหมอถึงคุณ: เข้าใจแล้วจัดการได้ ชีวิตไม่ติดปวด

อาการปวดศีรษะจากความเครียดสะสมไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องทนอยู่กับมันไปตลอดชีวิตครับ การเข้าใจสาเหตุ อาการ และวิธีการจัดการที่ถูกต้อง จะช่วยให้คุณควบคุมอาการปวดได้ และกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพอีกครั้ง

หากคุณยังไม่แน่ใจว่าเป็นโรคปวดศีรษะจากความเครียดจริงหรือไม่ หรือลองทำตามคำแนะนำแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น อย่าลังเลที่จะเข้ามาปรึกษาแพทย์นะครับ การได้รับการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้อาการเรื้อรังและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคุณในระยะยาวครับ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพที่คุณต้องการ หรือเลือกดูตามหมวดหมู่

🐻 แชทคุยกับคุณหมอนะคะ