หลายครั้งที่คนไข้เดินเข้ามาตรวจตาด้วยอาการตาพร่ามัวเล็กน้อย หรือบางคนไม่ได้มีความผิดปกติอะไรเลย แค่มาตัดแว่นใหม่ แต่ผลตรวจกลับพบความดันในลูกตาสูงและมีร่องรอยความเสียหายที่ขั้วประสาทตาแล้ว คำถามที่มักจะได้ยินบ่อยคือ หมอครับ/ค่ะ ตาผม/ฉันยังปกติดีทำไมถึงเป็นโรคนี้ได้? นี่คือจุดเริ่มต้นของโรคที่หมออยากชวนคุยกันวันนี้ เพราะมันคือความเงียบที่อันตรายมาก
ความดันตาสูงมาจากไหน และทำไมขั้วประสาทตาถึงพัง?
ในลูกตาของเราจะมีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่ข้างใน ซึ่งต้องมีการผลิตและระบายออกตลอดเวลาเหมือนอ่างล้างจานที่มีน้ำไหลเข้าและมีท่อระบายออก แต่ถ้าวันหนึ่งท่อระบายนี้เริ่มตีบตัน น้ำระบายไม่ทัน น้ำในตา, ก็จะสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็นความดันลูกตาสูงขึ้น
พอน้ำในตามีความดันสูง เจ้าความดันนี้ก็จะไปกดทับขั้วประสาทตา ซึ่งเปรียบเสมือนสายเคเบิลเส้นใหญ่ที่คอยส่งภาพจากดวงตาไป1ยังสมอง เมื่อสายเคเบิลเส้นนี้ถูกกดทับนานวันเข้า ใยประสาทก็จะค่อยๆ ฝ่อและตายไปทีละน้อยโดยที่เราไม่รู้ตัว
มองเห็นชัดอยู่ ทำไมหมอบอกว่าเป็นโรคนี้?
ธรรมชาติของภาวะขั้วประสาทตาเสื่อมจากความดันตา มักจะเริ่มกินพื้นที่การมองเห็นจากด้านข้างหรือริมๆ เข้ามาก่อน ตรงกลางยังชัดแจ๋ว คนไข้จึงใช้ชีวิตได้ตามปกติ มองเห็นตัวหนังสือชัดเจน ขับรถได้ปกติ ทำให้ชะล่าใจไม่ยอมมาหาหมอ รู้ตัวอีกทีเมื่อเนื้อที่การมองเห็นแคบลงมากๆ จนเหลือแค่นิดเดียว ซึ่งตอนนั้นความเสียหายมักจะกู้คืนกลับมาไม่ได้แล้ว
ใครบ้างที่เสี่ยงโดนโรคนี้เล่นงานโดยไม่รู้ตัว?
- คนที่มีอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป: ยิ่งอายุมาก โอกาสที่ระบบระบายน้ำในตาจะเสื่อมก็ตามไปด้วย
- คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคนี้: กรรมพันธุ์มีผลค่อนข้างมาก ถ้าพ่อแม่เป็น ลูกหลานต้องตรวจเช็กสม่ำเสมอ
- คนที่เป็นโรคสายตาสั้นมากๆ: โครงสร้างลูกตาที่ยาวขึ้นทำให้ขั้วประสาทตามีความเปราะบางกว่าคนทั่วไป
- คนที่ต้องกินยาบางชนิดต่อเนื่อง: โดยเฉพาะยากลุ่มสเตียรอยด์ ไม่ว่าจะหยอดตา กิน หรือพ่น ก็มีผลทำให้ความดันตาสูงขึ้นได้
เช็กด่วน อาการแบบไหนที่ต้องระวังเป็นพิเศษ?
อย่างที่บอกว่าโรคนี้แทบไม่มีอาการเตือน แต่ถ้าเริ่มมีอาการเหล่านี้ แสดงว่าโรคอาจจะเดินทางมาไกลพอสมควรแล้ว
- มองเห็นภาพแคบลง เหมือนมองผ่านท่อหรือลอดรู
- เดินชนขอบประตู ขอบโต๊ะบ่อยขึ้นเพราะกะระยะด้านข้างไม่ถูก
- เห็นแสงสีรุ้งรอบดวงไฟตอนกลางคืน หรือปวดกระบอกตาร่วมกับตามัวฉับพลัน (กลุ่มนี้คือต้อหินมุมปิดเฉียบพลันที่ต้องหาหมอด่วนที่สุด)
วิธีรักษาเมื่อเจอโรคนี้แล้ว
เป้าหมายหลักของการรักษาไม่ใช่การทำให้สายตากลับมาคมชัดเท่าเดิม เพราะส่วนที่เสียไปแล้วแพทย์ไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ แต่เป้าหมายคือ การหยุดความเสียหายไม่ให้ลุกลามไปมากกว่าเดิม และรักษาการมองเห็นที่เหลืออยู่ให้อยู่กับเราไปนานที่สุด
การใช้ยาหยอดตาเพื่อลดความดัน
วิธีนี้เป็นด่านแรกและใช้บ่อยที่สุด หน้าที่ของยาหยอดคือช่วยลดการสร้างน้ำในตา หรือช่วยเปิดท่อระบายน้ำในตาให้ทำงานดีขึ้น ข้อสำคัญคือคนไข้ต้องหยอดตาให้ตรงเวลาและต่อเนื่อง ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาดแม้ว่าจะมองเห็นปกติ เพราะถ้าขาดยา ความดันตาก็จะพุ่งสูงขึ้นทันที
การใช้เลเซอร์และการผ่าตัด
ถ้าหยอดตาแล้วความดันยังลงไม่พอ หรือคนไข้มีปัญหาแพ้ยา แพทย์อาจพิจารณาใช้เลเซอร์ช่วยเปิดทางระบายน้ำ หรือในเคสที่รุนแรงอาจต้องใช้วิธีผ่าตัดสร้างทางระบายน้ำใหม่ เพื่อควบคุมความดันตาให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย
ตรวจตาก่อนสายเกินแก้ ดีกว่ารอให้มองไม่เห็น
โรคนี้ป้องกันได้ยากเพราะเป็นไปตามความเสื่อมและสภาพร่างกาย แต่เราสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์เป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะคนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือมีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ การหยอดตาหรือดูแลตัวเองตั้งแต่ยังไม่มีอาการ ย่อมดีกว่าการมารักษาตอนที่การมองเห็นหายไปครึ่งหนึ่งแล้วอย่างแน่นอนครับ