ช่วงนี้คุณแม่หลายคนทักมาปรึกษาที่คลินิกบ่อยมากว่า ลูกน้อยเริ่มมีผื่นคราบแดง น้ำมูกไหลเรื้อรัง หรือหายใจมีเสียงครืดคราดตอนกลางคืน จนชวนให้สงสัยเหลือเกินว่าลูกอาจจะกำลังมีปัญหาเรื่องโรคภูมิแพ้หรือเปล่า พอตัดสินใจว่าจะพามาตรวจภูมิแพ้ที่โรงพยาบาลหรือคลินิก คุณแม่หลายท่านก็เริ่มกังวลว่า เอ๊ะ... เราต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ลูกยังเล็กขนาดนี้จะตรวจได้ไหม แล้วคุณแม่เองต้องงดอะไรหรือเปล่า หมอเข้าใจความรู้สึกของคุณแม่ทุกคนดีเลยครับ เพราะการพาเด็กเล็กมาหาหมอแต่ละทีมีรายละเอียดเยอะพอสมควร วันนี้หมอเลยขอมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ ถึงขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนพาเจ้าตัวเล็กมาตรวจภูมิแพ้ เพื่อให้คุณแม่คลายกังวลและลูกน้อยพร้อมที่สุดสำหรับการตรวจครับ
ลูกอายุเท่าไหร่ถึงจะเริ่มตรวจภูมิแพ้ได้ และควรตรวจวิธีไหนดี?
คำถามยอดฮิตที่หมอโดนถามบ่อยที่สุดคือ ลูกยังแบเบาะอยู่เลย ตรวจได้หรือยัง? ความจริงคือการตรวจภูมิแพ้สามารถทำได้ตั้งแต่อายุยังน้อยครับ ขึ้นอยู่กับอาการและดุลพินิจของหมอ โดยทั่วไปการตรวจหลักๆ จะมี 2 แบบ คือ การเจาะเลือดตรวจหาภูมิต้านทานจำเพาะ (Specific IgE) ซึ่งวิธีนี้ไม่ต้องงดยาแก้แพ้ สามารถทำได้เลยแม้ลูกจะกินยาอยู่ และการสะดุดผิวหนัง (Skin Prick Test) ซึ่งวิธีนี้จะรู้ผลไวภายในสี่สิบนาที แต่ข้อจำกัดคือเด็กต้องหยุดยาแก้แพ้บางชนิดก่อนมาตรวจประมาณเจ็ดถึงสิบวัน เพื่อไม่ให้ผลการตรวจคลาดเคลื่อน หมอจะเป็นคนประเมินให้เองครับว่าลูกของเราเหมาะกับการตรวจวิธีไหนมากที่สุด
เคล็ดลับคุณแม่: อาหารและยาอะไรบ้างที่ต้องงดก่อนวันมาตรวจ?
ถ้าคุณหมอนัดหมายให้ลูกทำทดสอบทางผิวหนัง สิ่งสำคัญมากๆ ที่คุณแม่ต้องจำให้ขึ้นใจคือเรื่องของยาครับ โดยเฉพาะยากลุ่มแก้แพ้ (Antihistamines) ยาลดน้ำมูก หรือยาแก้ไอที่มีส่วนผสมของยาแก้แพ้ จำเป็นต้องงดล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ เพราะตัวยาเหล่านี้จะไปกดปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่ผิวหนัง ทำให้เวลาทดสอบแล้วผลออกมาเป็นลบปลอม ทั้งที่ความจริงน้องแพ้ นอกจากนี้ หากคุณแม่ให้นมบุตรอยู่และลูกสงสัยว่าแพ้อาหารผ่านทางน้ำนม คุณแม่อาจจะต้องสังเกตรายการอาหารที่ตัวเองทานเข้าไปในช่วงสัปดาห์ก่อนมาพบแพทย์ด้วยเช่นกัน แต่ห้ามงดอาหารกลุ่มหลักเองเด็ดขาดจนกว่าจะปรึกษาแพทย์นะครับ
เตรียมใจเจ้าตัวเล็กอย่างไรไม่ให้กลัวหมอและห้องตรวจ?
เด็กๆ มักจะกลัวการเจอหมอหรือกลัวเข็มเป็นธรรมดาครับ หน้าที่ของคุณแม่คือการช่วยบิ้วอารมณ์น้องให้ผ่อนคลายที่สุด ลองใช้วิธีเล่าให้ฟังล่วงหน้าแบบสนุกสนาน เช่น พรุ่งนี้เราจะไปหาคุณหมอคนเก่ง ไปดูว่าเจ้าตัวเล็กแพ้อะไรหรือเปล่า จะได้เก่งสู้กับเจ้าผื่นคันได้ สำหรับเด็กโตหน่อยอาจจะใช้ตุ๊กตามาจำลองการตรวจผิวหนังเล่นที่บ้านก่อน เพื่อลดความกลัวและความตกใจเมื่อมาเจอสถานการณ์จริง ส่วนวันมาตรวจจริง แนะนำให้เตรียมของเล่นชิ้นโปรด ขนมหรือนมอุ่นๆ ที่น้องคุ้นเคยติดกระเป๋ามาด้วย เพื่อใช้เบี่ยงเบนความสนใจระหว่างรอผลตรวจครับ
แต่งกายอย่างไรให้สะดวกและสบายที่สุดในวันตรวจภูมิแพ้?
เรื่องเสื้อผ้าก็สำคัญไม่แพ้กันครับ เนื่องจากการตรวจภูมิแพ้ไม่ว่าจะเจาะเลือดหรือทดสอบทางผิวหนัง แพทย์จะต้องตรวจบริเวณแขน ขา หรือแผ่นหลังของน้อง ดังนั้นควรเลือกชุดที่ใส่สบาย ถอดง่าย และไม่รัดแน่นจนเกินไป หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่มีกระดุมเยอะๆ หรือชุดเอี๊ยมที่ถอดลำบาก เพราะนอกจากจะทำให้น้องอึดอัดเวลานั่งรอคอยแล้ว ยังทำให้กระบวนการเตรียมตัวตรวจช้าลงด้วยครับ เสื้อยืดเนื้อนิ่มกับกางเกงยางยืดสบายๆ คือชุดที่ตอบโจทย์ที่สุดในวันนั้นครับ
เช็กลิสต์เอกสารและสิ่งของจำเป็นที่ต้องพกมาในกระเป๋าคุณแม่
ก่อนออกจากบ้านมาพบแพทย์ หมอแนะนำให้คุณแม่ตรวจเช็กกระเป๋าให้เรียบร้อยว่ามีสิ่งเหล่านี้ครบถ้วนไหม:
- สมุดบันทึกสุขภาพประจำตัวของลูก และประวัติการรักษาเดิม (ถ้ามี)
- ฉลากยาหรือชื่อยาแก้แพ้ทั้งหมดที่น้องเคยทานในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อให้แพทย์ตรวจสอบตัวยา
- สมุดบันทึกอาการ (Symptom Diary) เช่น ลูกมักมีอาการคันตอนกี่โมง มีผื่นขึ้นบริเวณไหนบ้าง การจดบันทึกละเอียดแบบนี้ช่วยหมอวินิจฉัยโรคได้แม่นยำขึ้นเยอะเลยครับ
- ผ้าอ้อมสำเร็จรูป แผ่นเช็ดทำความสะอาด และชุดสำรองเผื่อเลอะ
อาการแบบไหนที่แปลว่าวันนี้ตรวจไม่ได้ ต้องเลื่อนนัดออกไปก่อน?
บางครั้งลูกน้อยอาจจะมีเหตุฉุกเฉินทางสุขภาพเกิดขึ้นกะทันหัน เช่น ในคืนก่อนวันนัดหมาย น้องมีไข้สูง ไอมาก หายใจเหนื่อยหอบ หรือมีผื่นแพ้กำเริบขึ้นมาทั่วตัวจนผิวหนังอักเสบแดงไปหมด กรณีแบบนี้แนะนำให้คุณแม่โทรศัพท์มาปรึกษาทางคลินิกเพื่อเลื่อนนัดก่อนครับ เพราะหากผิวหนังของน้องอักเสบมากๆ หรือร่างกายกำลังป่วยจากการติดเชื้อ จะไม่สามารถทำการทดสอบทางผิวหนังได้ และอาจทำให้ผลการตรวจเลือดมีความคลาดเคลื่อนจากภาวะการอักเสบในร่างกายได้เช่นกันครับ ขอให้คุณแม่และน้องๆ ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาพบกันในวันนัดหมายเพื่อสุขภาพที่ดีของเจ้าตัวเล็กครับ