ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจเคยสังเกตว่าลูกน้อยดูเหมือนจะฟังไม่ได้ยินชัดเจนนัก เวลาเรียกชื่อแล้วไม่หัน หรือต้องพูดซ้ำๆ บ่อยครั้ง บางครั้งเด็กๆ อาจดูไม่มีสมาธิในห้องเรียน หรือมีพัฒนาการทางการพูดที่ช้ากว่าเพื่อนวัยเดียวกัน อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่ความซนหรือพัฒนาการล่าช้าตามปกติเสมอไป แต่เป็นสัญญาณเตือนจากภาวะหนึ่งที่พบบ่อยในเด็กเล็ก นั่นคือ ภาวะหูชั้นกลางอักเสบมีน้ำขัง หรือที่แพทย์เรียกว่า Otitis Media with Effusion (OME) ซึ่งเป็นเหมือน “หูน้ำหนวกซ่อนเร้น” ที่หลายครั้งไม่ได้แสดงอาการเจ็บปวดชัดเจนเหมือนหูน้ำหนวกทั่วไป

ภาวะหูชั้นกลางอักเสบมีน้ำขัง (OME) คืออะไร?

ภาวะหูชั้นกลางอักเสบมีน้ำขัง หรือ OME นั้นแตกต่างจากหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน (Acute Otitis Media) ที่มักจะมีอาการเจ็บปวดหู มีไข้ และบางครั้งอาจมีน้ำหนวกไหลออกมาจากหู

ในกรณีของ OME สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มีของเหลวหรือน้ำเมือกขังอยู่ในช่องหูชั้นกลางหลังเยื่อแก้วหู โดยไม่มีการติดเชื้อเฉียบพลันหรืออาการอักเสบที่รุนแรง ของเหลวที่ขังอยู่นี้จะทำให้การสั่นสะเทือนของเยื่อแก้วหูและกระดูกหูผิดปกติไป ส่งผลให้การได้ยินลดลง มักเป็นภาวะที่ดำเนินไปอย่างช้าๆ จึงทำให้พ่อแม่ไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติในระยะแรกเริ่ม

ทำไมถึงมีน้ำขังในหูชั้นกลาง?

สาเหตุหลักของ OME มักเกี่ยวข้องกับการทำงานของ ท่อยูสเตเชียน (Eustachian tube) ซึ่งเป็นท่อเล็กๆ ที่เชื่อมระหว่างหูชั้นกลางและด้านหลังของโพรงจมูก

  • ท่อยูสเตเชียนทำงานผิดปกติ: ปกติแล้ว ท่อนี้มีหน้าที่ปรับสมดุลความดันอากาศในหูชั้นกลางและระบายของเหลว ทว่าในเด็กเล็ก ท่อนี้ยังมีขนาดเล็ก ทำงานได้ไม่เต็มที่ และมีแนวราบมากกว่าผู้ใหญ่ ทำให้มักอุดตันได้ง่าย
  • การเป็นหวัดบ่อยๆ และภูมิแพ้: การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น หวัด หรือภาวะภูมิแพ้ จะทำให้เยื่อบุในท่อยูสเตเชียนบวมและเกิดการอุดตันได้ง่ายขึ้น
  • ต่อมอดีนอยด์โต (Adenoid Hypertrophy): ต่อมอดีนอยด์ที่โตผิดปกติอาจไปอุดกั้นบริเวณปากท่อยูสเตเชียน ทำให้การระบายของเหลวทำได้ยาก และของเหลวคั่งค้างอยู่ภายใน
  • การให้นมขวดในท่านอน: การให้นมลูกน้อยในขณะที่นอนราบ อาจทำให้ของเหลวไหลย้อนเข้าสู่ท่อยูสเตเชียนได้
  • การได้รับควันบุหรี่: ควันบุหรี่เป็นปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญที่ทำให้เกิดการระคายเคืองและอักเสบในทางเดินหายใจ

ใครบ้างที่มีความเสี่ยง?

ภาวะ OME พบได้บ่อยในเด็กเล็ก โดยเฉพาะในช่วงอายุ 6 เดือนถึง 3 ปี เด็กที่เข้าเนอร์สเซอรี่หรือสถานรับเลี้ยงเด็กก็มีความเสี่ยงสูงขึ้น เนื่องจากการสัมผัสเชื้อโรคหวัดได้ง่าย

สัญญาณเตือนที่พ่อแม่ควรรู้

อย่างที่กล่าวไปว่า OME มักไม่มีอาการเจ็บปวด ทำให้การสังเกตจากพ่อแม่เป็นสิ่งสำคัญ สัญญาณที่อาจบ่งบอกถึงภาวะ OME ได้แก่

  • การได้ยินที่ลดลง: เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด แต่สังเกตยาก ลูกอาจต้องฟังโทรทัศน์หรือวิทยุในระดับเสียงที่ดังกว่าปกติ เรียกชื่อแล้วไม่หัน ตอบช้า หรือพูดว่า “อะไรนะ” บ่อยๆ
  • พัฒนาการทางการพูดล่าช้า: เนื่องจากได้ยินเสียงไม่ชัด ทำให้เด็กเลียนแบบการพูดได้ไม่ดี อาจพูดไม่ชัด หรือมีคำศัพท์น้อยกว่าวัย
  • มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง: อาจมีสมาธิสั้น ไม่สนใจสิ่งที่ครูพูดในห้องเรียน หงุดหงิดง่าย หรือดูเหมือนแยกตัวออกจากกลุ่ม
  • ทรงตัวไม่ดี: หูชั้นกลางมีส่วนช่วยในการทรงตัว เด็กบางคนอาจมีปัญหาเรื่องการทรงตัว หรือมีอาการเวียนศีรษะ
  • อาการอื่นๆ: อาจมีอาการของหวัดเรื้อรัง ไอเรื้อรัง หรือหายใจทางปากร่วมด้วย

เมื่อไหร่ที่ต้องพบแพทย์?

หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นสัญญาณเตือนเหล่านี้ หรือมีความกังวลเกี่ยวกับการได้ยินหรือพัฒนาการของลูกน้อย ไม่ควรรอช้า ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหู คอ จมูก หรือกุมารแพทย์ทันที

การวินิจฉัยและแนวทางการรักษา

แพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด

  • การตรวจด้วยเครื่องส่องหู (Otoscopy): แพทย์จะใช้เครื่องมือส่องดูเยื่อแก้วหูเพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลง เช่น สีที่ขุ่นมัว หรือระดับของเหลวหลังเยื่อแก้วหู
  • การตรวจวัดความดันในหูชั้นกลาง (Tympanometry): เป็นการตรวจที่สำคัญและให้ข้อมูลแม่นยำ ช่วยวัดการทำงานของเยื่อแก้วหูและท่อยูสเตเชียน ทำให้ทราบว่ามีของเหลวในหูชั้นกลางหรือไม่
  • การตรวจการได้ยิน (Audiometry): ในเด็กโตและเด็กที่ให้ความร่วมมือได้ จะมีการตรวจวัดระดับการได้ยินเพื่อประเมินความรุนแรงของการสูญเสียการได้ยิน

แนวทางการรักษา OME

การรักษา OME ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของอาการ ระดับการได้ยิน และผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็ก

  1. การเฝ้าระวังและสังเกตอาการ (Watchful Waiting): ในหลายกรณี OME สามารถหายเองได้ภายใน 3 เดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่มีการติดเชื้อหรืออาการที่รุนแรง แพทย์อาจแนะนำให้เฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด
  2. การใช้ยา: การใช้ยาปฏิชีวนะ มักไม่มีประโยชน์สำหรับ OME ที่ไม่มีการติดเชื้อเฉียบพลัน ส่วนยาแก้แพ้หรือยาแก้คัดจมูกก็มักไม่ช่วยให้ของเหลวระบายออกได้ดีนัก
  3. การผ่าตัดใส่ท่อระบายในหู (Tympanostomy tube insertion หรือ Grommet insertion): หากภาวะ OME เป็นนานกว่า 3 เดือน มีผลต่อการได้ยินอย่างมีนัยสำคัญ หรือส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางการพูดและการเรียนรู้ แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดใส่ท่อระบายขนาดเล็กที่เยื่อแก้วหู เพื่อระบายของเหลวที่คั่งค้าง และช่วยให้หูชั้นกลางมีการระบายอากาศที่ดีขึ้น ท่อระบายนี้มักจะหลุดออกเองภายใน 6-12 เดือน
  4. การผ่าตัดต่อมอดีนอยด์ (Adenoidectomy): หากสงสัยว่าต่อมอดีนอยด์โตเป็นสาเหตุสำคัญของการอุดตัน แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดเอาต่อมอดีนอยด์ออก โดยอาจทำร่วมกับการใส่ท่อระบายในหู

สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ช่วยได้

การป้องกันและลดความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญ

  • หลีกเลี่ยงควันบุหรี่: ไม่ควรให้เด็กอยู่ในบริเวณที่มีควันบุหรี่
  • ลดความเสี่ยงการติดเชื้อ: ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการระบาดของโรค
  • ให้นมลูกในท่าที่เหมาะสม: หากให้นมขวด ควรให้ลูกนั่งตัวตรงเล็กน้อย ไม่ควรให้นอนราบ
  • สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด: หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการได้ยินหรือพัฒนาการของลูก ควรปรึกษาแพทย์ทันที

ภาวะหูชั้นกลางอักเสบมีน้ำขัง แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่หากปล่อยทิ้งไว้ อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของลูกน้อยในระยะยาวได้ การเฝ้าระวัง สังเกตอาการ และปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ลูกรักเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ และมีโลกของการได้ยินที่สดใสชัดเจนครับ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพที่คุณต้องการ หรือเลือกดูตามหมวดหมู่

🐻 แชทคุยกับคุณหมอนะคะ