ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

หมอมักจะเจอคนไข้หลายคนที่เดินเข้ามาในคลินิกด้วยอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับถ่ายไม่เป็นเวลา หรือบางคนก็มีอาการภูมิแพ้ผิวหนังเรื้อรัง รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หายขาด เสียเงินซื้อยาไปมากมายแต่สุดท้ายอาการก็กลับมาเป็นอีก หลายคนมองข้ามอวัยวะที่สำคัญที่สุดอย่างระบบทางเดินอาหารไป ทั้งที่จริงๆ แล้ว สุขภาพที่ดีเริ่มต้นที่ลำไส้

เมื่อระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนออกมาในรูปแบบที่หลากหลาย หนึ่งในแนวทางที่หมอมักจะแนะนำและได้รับความสนใจอย่างมากคือ การใช้โพรไบโอติกส์เพื่อปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร เพื่อคืนความสมบูรณ์แข็งแรงให้ร่างกายและช่วยให้การขับถ่ายกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

ลำไส้ของเราคือสมองส่วนที่สอง และบ้านของจุลินทรีย์นับล้านตัว

รู้ไหมว่าในลำไส้ของเราไม่ได้มีหน้าที่แค่ย่อยอาหารและดูดซึมสารอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่เรียกว่าจุลินทรีย์นับล้านล้านตัว ทั้งแบคทีเรีย ยีสต์ และรา ซึ่งอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นระบบนิเวศขนาดใหญ่ หมอมักจะเปรียบเทียบว่าลำไส้เหมือนกับสมองส่วนที่สอง เพราะเขามีระบบประสาทของตัวเอง และผลิตสารสื่อประสาทที่ส่งผลต่ออารมณ์ ความรู้สึก รวมถึงระบบภูมิคุ้มกันมากกว่า 70% ของร่างกายก็สร้างขึ้นที่นี่

สัญญาณเตือนเมื่อบ้านในลำไส้เริ่มเสียสมดุล

เมื่อไหร่ก็ตามที่จุลินทรีย์ตัวร้ายมีจำนวนมากกว่าจุลินทรีย์ตัวดี ระบบนิเวศในลำไส้จะเกิดภาวะเสียสมดุล หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Dysbiosis อาการที่แสดงออกมักจะไม่ใช่แค่เรื่องท้องผูกหรือท้องเสียเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอาการเหล่านี้

  • มีลมในท้องเยอะ ท้องอืด ท้องเฟ้อหลังทานอาหารเสร็จใหม่ๆ
  • ขับถ่ายไม่เป็นปกติ ท้องผูกสลับท้องเสียโดยหาสาเหตุไม่ได้
  • เหนื่อยล้า อ่อนเพลียเรื้อรัง นอนหลับไม่สนิท
  • ผิวพรรณหม่นหมอง มีสิวอักเสบขึ้นง่าย หรือมีผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
  • ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เป็นหวัดง่าย หรือแพ้อากาศบ่อยๆ

กลไกธรรมชาติ: จุลินทรีย์ดีทำงานอย่างไรในร่างกายเรา

การเติมจุลินทรีย์ดีเข้าไปในร่างกาย เปรียบเสมือนการส่งทหารฝ่ายดีเข้าไปช่วยรบและจัดระเบียบในลำไส้ใหม่ โดยกลไกการทำงานแบ่งออกเป็นสามส่วนหลัก

1. แย่งชิงพื้นที่และอาหารจากจุลินทรีย์ก่อโรค

เมื่อเรากินโพรไบโอติกส์เข้าไป จุลินทรีย์ดีเหล่านี้จะเข้าไปยึดเกาะที่ผนังลำไส้ แย่งชิงอาหารและพื้นที่ไม่ให้จุลินทรีย์ตัวร้ายเจริญเติบโตได้ ทำให้เชื้อก่อโรคไม่มีที่อยู่และถูกขับถ่ายออกจากร่างกายไปในที่สุด

2. สร้างสารต้านจุลินทรีย์ตัวร้าย

โพรไบโอติกส์สามารถสร้างสารที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ เช่น กรดแลกติก และกรดไขมันสายสั้น (Short-Chain Fatty Acids) ซึ่งจะช่วยปรับสภาพแวดล้อมในลำไส้ให้เป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งเป็นสภาวะที่จุลินทรีย์ตัวดีชอบ แต่จุลินทรีย์ตัวร้ายไม่สามารถทนทานอยู่ได้

3. เสริมสร้างเกราะป้องกันผนังลำไส้

ช่วยกระตุ้นให้เซลล์ผนังลำไส้หลั่งสารเมือกมาเคลือบผิวหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมหรือสารพิษหลุดรอดผ่านผนังลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของอาการแพ้ภูมิตนเองและอาการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย

จะเลือกซื้อโพรไบโอติกส์อย่างไรให้คุ้มค่าและตรงกับปัญหาสุขภาพ

เดินเข้าคลังยาหรือร้านสะดวกซื้อสมัยนี้จะเจอโพรไบโอติกส์วางขายเต็มไปหมด จนคนไข้หลายคนบ่นกับหมอว่าเลือกไม่ถูกเลย วิธีการเลือกซื้อที่ปลอดภัยและได้ผลจริง มีหลักการง่ายๆ ดังนี้

เลือกสายพันธุ์ที่ระบุชัดเจนและตรงจุด

โพรไบโอติกส์แต่ละสายพันธุ์ทำหน้าที่ต่างกัน เช่น กลุ่ม Lactobacillus acidophilus หรือ Bifidobacterium lactis จะเด่นเรื่องการช่วยย่อยอาหาร ลดอาการท้องอืด และช่วยระบบขับถ่าย ส่วนกลุ่ม Lactobacillus rhamnosus (LGG) จะเด่นเรื่องการเสริมภูมิต้านทานและลดอาการภูมิแพ้ ดังนั้นควรมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีการระบุสายพันธุ์ (Strain) ย่อยอย่างชัดเจนบนฉลาก

จำนวนเชื้อต้องมากพอและมีประสิทธิภาพ

มองหาตัวเลข CFU (Colony Forming Units) ซึ่งบอกจำนวนจุลินทรีย์ที่มีชีวิต โดยทั่วไปสำหรับคนที่มีสุขภาพดีและต้องการทานเพื่อดูแลสุขภาพทั่วไป ปริมาณที่แนะนำจะอยู่ที่ประมาณ 5,000 ล้าน ถึง 10,000 ล้านตัว (5-10 Billion CFU) ต่อวัน แต่หากมีปัญหาระบบลำไส้แปรปรวนขั้นรุนแรง อาจต้องใช้ปริมาณที่สูงกว่านั้นภายใต้คำแนะนำของแพทย์

มีพรีไบโอติกส์ผสมอยู่ด้วย (Synbiotics)

พรีไบโอติกส์คืออาหารของจุลินทรีย์ดี การเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีทั้งโพรไบโอติกส์และพรีไบโอติกส์ผสมอยู่ด้วยกัน จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ดีเมื่อเดินทางไปถึงลำไส้ได้ดีขึ้นมาก

กินโพรไบโอติกส์ช่วงเวลาไหนให้ได้ผลลัพธ์ดีที่สุด

คำถามยอดฮิตที่หมอเจอบ่อยมากคือ ควรทานตอนไหนดี? คำตอบคือ ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือตอนที่ท้องว่าง เช่น หลังตื่นนอนตอนเช้าทันที หรือก่อนนอนประมาณ 2 ชั่วโมง เพราะในช่วงเวลานี้ สภาพความเป็นกรดในกระเพาะอาหารจะต่ำ ทำให้จุลินทรีย์ดีมีโอกาสรอดชีวิตผ่านน้ำย่อยในกระเพาะอาหารลงไปถึงลำไส้ใหญ่ได้มากที่สุด และที่สำคัญคือควรเลี่ยงการทานพร้อมเครื่องดื่มร้อน แอลกอฮอล์ หรืออาหารที่มีความเป็นกรดสูง เพราะความร้อนและกรดจะฆ่าจุลินทรีย์ดีตายหมดก่อนจะได้ทำงาน

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมควบคู่ เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืน

การทานโพรไบโอติกส์ในรูปแบบอาหารเสริมเป็นเพียงตัวช่วยทางลัดเท่านั้น หากเรายังคงมีพฤติกรรมการกินอาหารแบบเดิมๆ เช่น ทานอาหารหวานจัด ของทอด ของมัน มีความเครียดสะสม หรือนอนดึก จุลินทรีย์ตัวร้ายก็จะกลับมาเติบโตได้ใหมอย่างรวดเร็ว การดูแลสุขภาพลำไส้ให้แข็งแรงในระยะยาว จึงต้องอาศัยการทานอาหารที่มีเส้นใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี หลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็น และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ระบบนิเวศในลำไส้กลับมาสมดุลและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดอย่างแท้จริง

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down