ช่วงนี้หลายคนบ่นให้ฟังที่ห้องตรวจว่า นั่งหน้าคอมทีไร ผ่านไปแค่ห้านาทีก็หยิบมือถือขึ้นมาไถแล้ว เผลอแป๊บเดียวหมดไปเป็นชั่วโมง งานการไม่เดินหน้า แถมตอนเย็นยังรู้สึกเหนื่อยล้าสมองล้าแบบแปลกๆ ทั้งที่แทบไม่ได้ขยับไปไหนเลย หมออยากบอกว่า อาการแบบนี้ไม่ได้เกิดจากความขี้เกียจของเราหรอกครับ แต่มันเกิดจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรานี่แหละที่มันมีสิ่งเร้ามากเกินไป จนสมองทำงานหนักเกินความจำเป็นในการคัดกรองข้อมูล
ทำไมเสียงเตือนไลน์นิดเดียว ถึงทำให้สมองเราหลุดโฟกัสได้เป็นสิบนาที?
เวลาที่เรากำลังนั่งคิดงานหรืออ่านหนังสืออยู่ แล้วจู่ๆ มีเสียงเตือนไลน์ดังขึ้น หรือหางตาเหลือบไปเห็นกองเอกสารที่ยังไม่ได้จัด สมองส่วนหน้าของเราที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการจดจ่อและการตัดสินใจ จะต้องทำงานหนักทันทีเพื่อพยายาม 'บล็อก' สิ่งเร้าเหล่านั้นไม่ให้มารบกวน แม้เราจะคิดว่าเราเมินมันได้ แต่จริงๆ แล้วพลังงานในสมองถูกดึงไปใช้ตรงนั้นเรื่อยๆ จนหมดก๊อก ส่งผลให้สมาธิหลุด ความคิดสร้างสรรค์หาย และเกิดอาการล้าทางจิตใจอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว
เคลียร์โต๊ะทำงานให้โล่งเตียน: ลดสิ่งกวนใจสายตาก่อนเป็นอันดับแรก
สิ่งแรกที่เราเริ่มทำได้ทันทีคือการเคลียร์พื้นที่บนโต๊ะทำงานครับ ลองเก็บทุกอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานชิ้นตรงหน้าลงลิ้นชักให้หมด เหลือไว้แค่คอมพิวเตอร์ สมุดโน้ต และปากกาหนึ่งด้ามก็พอ การที่เรามองไปรอบๆ แล้วไม่เจอข้าวของรกๆ มากองสุม จะช่วยให้สมองรู้สึกผ่อนคลายและพร้อมรับข้อมูลใหม่ๆ ได้ดีขึ้น เหมือนเป็นการเคลียร์กระดานดำในหัวให้โล่งเพื่อเตรียมรับงานสำคัญ
ปิดการแจ้งเตือนมือถือให้หมดเรื่อง: จัดการเสียงและแสงรอบตัวอย่างไรไม่ให้สมาธิพัง
นอกจากเรื่องสายตาแล้ว เรื่องเสียงก็สำคัญไม่แพ้กัน เสียงแจ้งเตือนมือถือ เสียงเพลงที่มีคนร้อง หรือเสียงรอบข้างที่คาดเดาไม่ได้ คือตัวทำลายสมาธิชั้นดีเลย หมอแนะนำให้พลิกหน้าจอมือถือคว่ำลง หรือเปิดโหมดห้ามรบกวน (Do Not Disturb) ไปเลยในช่วงเวลาที่เราต้องการโฟกัสงานด่วน ส่วนใครที่ชอบเปิดเพลงฟัง ลองเปลี่ยนมาฟังเสียงธรรมชาติ เสียงฝนตกเบาๆ หรือเสียงดนตรีบรรเลงไม่มีเนื้อร้อง (White Noise หรือ Instrumental) จะช่วยกลบเสียงรบกวนรอบข้างและทำให้เราดิ่งลึกกับงานตรงหน้าได้นานขึ้น
จัดมุมทำงานเฉพาะกิจ: แยกโซนพักผ่อนออกจากโซนทำงานให้เด็ดขาด
หลายคนชอบนั่งทำงานบนเตียงนอนแล้วสงสัยว่าทำไมง่วงนอนตลอดเวลา หรือทำงานไปดูซีรีส์ไป สมองของคนเรามีความสามารถในการจดจำสถานที่สูงมากครับ ถ้าเราเอาเตียงนอนซึ่งเป็นที่พักผ่อนมาปะปนกับที่ทำงาน สมองจะสับสนและไม่รู้ว่าจะโหมดพักผ่อนหรือโหมดทำงานดี ถ้าเป็นไปได้ควรแยกโต๊ะทำงานออกมาชัดเจน แม้จะเป็นมุมเล็กๆ ในห้องนอนก็ตาม เมื่อไหร่ที่เรานั่งตรงนั้น สมองจะเรียนรู้ทันทีว่านี่คือเวลาลุยงาน และพอเสร็จงานก็ให้เดินออกห่างจากมุมนั้นทันทีเพื่อเป็นการรีเซ็ตตัวเอง
จัดระเบียบหน้าจอคอมพิวเตอร์: อย่าปล่อยให้เดสก์ท็อปรกรุงรังทำลายโฟกัส
สิ่งแวดล้อมไม่ได้มีแค่ห้องสี่เหลี่ยมรอบตัวเรานะครับ หน้าจอคอมพิวเตอร์ก็คือสิ่งแวดล้อมดิจิทัลที่เราต้องมองอยู่ทุกวัน ถ้าเปิดหน้าจอมาแล้วเจอไอคอนวางเกลื่อนกลาดเต็มหน้าจอ หรือเปิดแท็บเบราว์เซอร์ทิ้งไว้เป็นร้อยๆ แท็บ สมองจะรู้สึกอึดอัดและเหนื่อยล้าตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำงาน ลองจัดไฟล์เข้าโฟลเดอร์ให้เรียบร้อย ปิดแท็บที่ไม่จำเป็นทิ้งไป เหลือไว้เฉพาะหน้าจอโล่งๆ ที่มีโปรแกรมงานที่เรากำลังทำอยู่แค่อันเดียว จะช่วยลดความฟุ้งซ่านในใจได้เยอะมาก
ปรับแสงสว่างและอากาศในห้องให้ถ่ายเท: เติมพลังให้สมองตื่นตัวตลอดวัน
แสงไฟที่สว่างเกินไปหรือมืดเกินไป รวมถึงห้องที่อับทึบและร้อนอบอ้าว ล้วนแต่ส่งผลให้เรารู้สึกหงุดหงิดและง่วงเหงาหาวนอนได้ง่าย การจัดสิ่งแวดล้อมที่ดีจึงต้องคำนึงถึงแสงธรรมชาติด้วย ถ้ารับแสงแดดอ่อนๆ จากหน้าต่างได้จะดีมาก เพราะช่วยปรับนาฬิกาชีวภาพในร่างกายให้ตื่นตัว และอย่าลืมเปิดหน้าต่างระบายอากาศบ้าง เพื่อให้ออกซิเจนไหลเวียนเข้าห้อง สมองที่ได้รับอากาศบริสุทธิ์ย่อมทำงานได้ดีกว่าสมองที่อยู่ในห้องทึบๆ แน่นอนครับ