ช่วงนี้ใครรู้สึกว่านั่งทำงานหน้าจอแป๊บเดียวก็เผลอหยิบมือถือขึ้นมาไถฟีด หรือมีเสียงอะไรนิดหน่อยก็หลุดโฟกัสจนงานไม่เดินบ้างไหมครับ หมอเจอคนไข้หลายคนบ่นเรื่องอาการสมาธิสั้นลง หงุดหงิดง่าย และเหนื่อยล้าง่ายกว่าปกติโดยไม่รู้สาเหตุ ซึ่งพอมานั่งคุยกันลึกๆ แล้ว ปัญหาส่วนใหญ่มักไม่ได้มาจากตัวเรา แต่อยู่รอบตัวเรานี่เองครับ สิ่งแวดล้อมรอบตัวเราเต็มไปด้วยสิ่งกระตุ้นที่คอยดึงความสนใจไปตลอดเวลา
ในมุมมองของแพทย์และระบบประสาท สมองของเรามีพลังงานจำกัดในแต่ละวัน การที่เราต้องคอยเลือกว่าจะสนใจเสียงแจ้งเตือนไลน์ เสียงรถติด หรือความรกบนโต๊ะทำงาน เท่ากับเรากำลังเผาผลาญพลังงานสมองไปกับเรื่องไม่จำเป็นโดยเปล่าประโยชน์ วันนี้หมอเลยอยากชวนมาปรับเปลี่ยนพื้นที่รอบตัวด้วยเทคนิคจัดการสิ่งแวดล้อมง่ายๆ ที่จะช่วยเคลียร์สิ่งเร้าและดึงสมาธิของเราให้กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้งครับ
โต๊ะทำงานรกสมองก็รกตาม: จัดระเบียบลดสิ่งรบกวนสายตา
เวลาที่เรามองไปรอบๆ แล้วเจอเอกสารกองโต แก้วกาแฟที่วางทิ้งไว้ หรือของกระจุกกระจิกเต็มไปหมด สายตาของเราจะคอยกวาดมองสิ่งเหล่านี้โดยอัตโนมัติ สมองส่วนที่ทำหน้าที่ประมวลผลภาพจะทำงานตลอดเวลา ส่งผลให้เกิดความล้าทางจิตใจโดยไม่รู้ตัว
การเคลียร์โต๊ะทำงานให้โล่งที่สุดจึงเป็นด่านแรกที่สำคัญมาก บนโต๊ะควรมีเฉพาะสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้ในงานตรงหน้าเท่านั้น ส่วนพวกอุปกรณ์เสริม เอกสารอ้างอิง หรือของตกแต่ง ให้เก็บเข้าลิ้นชักให้เรียบร้อย เมื่อสายตาไม่ต้องกวาดไปเจอสิ่งเร้า สมองก็จะโฟกัสกับงานตรงหน้าได้นานขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เสียงรอบตัวทำลายสมาธิ: วิธีรับมือกับมลภาวะทางเสียง
เสียงเป็นหนึ่งในตัวการสำคัญที่ทำให้สมาธิหลุดได้ง่ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเสียงคนคุยกัน เสียงเพลงที่มีเนื้อร้อง หรือแม้แต่เสียงก๊อกแก๊กในบ้าน สมองของเราถูกออกแบบมาให้ระแวดระวังเสียงรอบตัวตลอดเวลาเพื่อความปลอดภัย ซึ่งมันขัดขวางการทำงานที่ต้องใช้ความคิดลึกซึ้ง
ถ้าเราไม่สามารถควบคุมเสียงรอบข้างได้ การใช้ตัวช่วยอย่างหูฟังตัดเสียงรบกวน หรือการเปิดเสียงธรรมชาติ เช่น เสียงฝนตก เสียงคลื่นทะเลเบาๆ (White Noise หรือ Brown Noise) จะช่วยกลบเสียงรบกวนที่คาดเดาไม่ได้ ทำให้สมองรู้สึกปลอดภัยและเข้าสู่โหมดสงบได้เร็วขึ้น
แสงและบรรยากาศ: ปรับอารมณ์สมองให้พร้อมลุยงาน
แสงสว่างในห้องมีผลโดยตรงต่อความตื่นตัวของร่างกาย แสงที่สว่างเกินไปอาจทำให้รู้สึกอึดอัดและล้าสายตา แต่ถ้ามืดเกินไปสมองก็จะส่งสัญญาณว่าถึงเวลาพักผ่อน การเลือกใช้แสงไฟสีขาวนวลในช่วงทำงานจะช่วยกระตุ้นความตื่นตัวได้ดี
นอกจากนี้ การจัดโต๊ะทำงานให้ใกล้หน้าต่างรับแสงธรรมชาติได้บ้าง จะช่วยปรับนาฬิกาชีวิตให้ทำงานสอดคล้องกับธรรมชาติ และหากเพิ่มพื้นที่สีเขียวเล็กๆ เช่น ต้นไม้กระถางเล็กๆ บนโต๊ะ ก็ช่วยพักสายตาและลดความเครียดสะสมระหว่างวันได้ดีทีเดียว
แยกพื้นที่ทำงานออกจากพื้นที่พักผ่อนเด็ดขาด
พฤติกรรมยอดฮิตในช่วง Work From Home คือการนอนทำงานบนเตียงนอน ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลเสียต่อระบบการนอนและการทำงานพร้อมๆกัน เพราะสมองจะเริ่มสับสนว่าเตียงนอนคือที่ทำงานหรือที่นอนกันแน่
เราควรสร้างอาณาเขตให้ชัดเจน แม้จะอยู่ในห้องเดียวกัน ให้แบ่งมุมหนึ่งเป็นโต๊ะทำงานที่จริงจัง และเมื่อหมดเวลาทำงาน ให้เดินออกจากมุมนั้นทันที เพื่อให้สมองเรียนรู้ว่าพื้นที่ตรงนี้มีไว้ทำอะไร และพื้นที่ไหนคือเวลาสำหรับการพักผ่อนอย่างแท้จริง
จัดระเบียบหน้าจอดิจิทัลลดสิ่งเร้าออนไลน์
สิ่งเร้าไม่ได้มีแค่ในโลกความเป็นจริง แต่ในหน้าจอคอมพิวเตอร์และมือถือของเราคือสนามประลองสมาธิที่น่ากลัวที่สุด การเปิดแท็บเบราว์เซอร์ทิ้งไว้เป็นสิบๆ อัน หรือการเปิดแจ้งเตือนไลน์เด้งตลอดเวลา คือศัตรูตัวฉกาจของDeep Work
ลองเคลียร์หน้าจอเดสก์ท็อปให้สะอาด ปิดแท็บที่ไม่จำเป็น ปิดการแจ้งเตือนแอปพลิเคชันที่ไม่เร่งด่วนในยามที่เราต้องการสมาธิขั้นสุดยอด หรือใช้วิธีตั้งเวลาเช็กอีเมลและโซเชียลมีเดียเป็นช่วงเวลาแทนที่จะปล่อยให้มันดึงความสนใจเราไปตลอดทั้งวัน
การจัดการสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องของการจัดบ้านให้สวยงามเพื่อลงโซเชียลมีเดีย แต่เป็นการออกแบบพื้นที่รอบตัวเพื่อให้เกียรติสมองของเรา ให้สมองได้พักจากสิ่งเร้าที่ไม่จำเป็น และมีพลังงานเหลือเฟือไปใช้กับงานที่สำคัญและสร้างสรรค์ ลองเลือกปรับทีละมุม เริ่มจากโต๊ะทำงานใกล้ตัวก่อน แล้วค่อยๆ สัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงว่าสมาธิและคุณภาพชีวิตของเราดีขึ้นแค่ไหนครับ