ก๊อก... ก๊อก... เสียงหายใจครืดคราดในอกของลูกน้อยในช่วงกลางดึก เป็นเสียงที่ทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะทุกครั้ง ยิ่งเมื่อเห็นลูกพยายามจะไอแต่ก็ไอไม่ออก ร้องไห้งอแงเพราะอึดอัด ยิ่งทำให้คนเป็นพ่อแม่แทบอยากจะเจ็บแทน ปัญหานี้เป็นหนึ่งในสาเหตุยอดฮิตที่พ่อแม่พาลูกมาหาหมอที่คลินิกบ่อยที่สุด เพราะทารกยังไม่สามารถไอเอาเสมหะออกมาได้เองเหมือนผู้ใหญ่ ยิ่งถ้าเสมหะเหนียวข้นและแห้งกรังติดอยู่ในหลอดลม ยิ่งทำให้ลูกหายใจลำบาก กินนมได้น้อย และนอนกระสับกระส่ายตลอดคืน
ทำไมเวลาลูกน้อยมีเสมหะ ถึงดูหายใจลำบากกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า?
ทางเดินหายใจของทารกนั้นมีขนาดเล็กและแคบมาก หากเทียบง่ายๆ ก็มีขนาดใหญ่กว่านิ้วก้อยของตัวเขาเองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเยื่อบุทางเดินหายใจเกิดการระคายเคือง อักเสบ หรือติดเชื้อ ร่างกายจะสร้างเมือกหรือเสมหะออกมาเพื่อดักจับสิ่งแปลกปลอม แต่เนื่องจากกล้ามเนื้อในการช่วยไอของทารกยังพัฒนาไม่เต็มที่ พวกเขาจึงไม่มีแรงพอที่จะไอขับเสมหะเหนียวๆ ออกมาได้เองเหมือนพวกเรา
หากปล่อยให้อากาศรอบตัวแห้ง เสมหะที่เกาะอยู่ตามผนังหลอดลมจะยิ่งแห้งกรังและเหนียวตัวขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเหมือนกาวเหนียวที่อุดกั้นทางเดินหายใจที่แคบอยู่แล้วให้แคบลงไปอีก ส่งผลให้เกิดเสียงหายใจครืดคราดและทำให้ลูกต้องออกแรงหายใจมากขึ้นนั่นเอง
เคล็ดลับช่วยลูกระบายเสมหะ: บทบาทของการให้ความชุ่มชื้นแก่ทางเดินหายใจที่พ่อแม่ควรรู้
เมื่อลูกมีเสมหะ พ่อแม่หลายคนมักนึกถึงยาลดน้ำมูกหรือยาละลายเสมหะเป็นอันดับแรก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยาลดน้ำมูกบางชนิดอาจยิ่งทำให้เสมหะแห้งและเหนียวข้นกว่าเดิม ส่วนยาละลายเสมหะก็ต้องใช้อย่างระมัดระวังอย่างยิ่งในเด็กเล็ก ดังนั้น วิธีที่หมอมักจะแนะนำและเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลคือ บทบาทของการให้ความชุ่มชื้นแก่ทางเดินหายใจ เพื่อช่วยบรรเทาอาการอย่างปลอดภัย
การเพิ่มละอองน้ำหรือความชื้นเข้าไปในระบบทางเดินหายใจ จะเข้าไปช่วยเคลือบและเจือจางเสมหะที่เหนียวข้นให้มีความเหลวตัวขึ้น เมื่อเสมหะเหลวและนุ่มลง กลไกตามธรรมชาติของร่างกาย เช่น การพัดโบกของเซลล์ขนกวัดขนาดเล็กในหลอดลม จะสามารถพัดพาเสมหะเหล่านั้นให้เคลื่อนตัวขึ้นมาที่คอหอย เพื่อให้ลูกกลืนลงไปในกระเพาะอาหาร หรือให้พ่อแม่ช่วยดูดออกมาได้ง่ายขึ้น ช่วยลดแรงที่ลูกต้องใช้ในการไอได้อย่างดีเยี่ยม
วิธีง่ายๆ ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้จมูกและคอของลูกน้อยหายใจโล่งขึ้น
คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับทางเดินหายใจของลูกน้อยได้ด้วยวิธีที่ปลอดภัยและทำเองได้ง่ายๆ ที่บ้าน ดังนี้
การหยอดหรือล้างจมูกด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อ
น้ำเกลือธรรมดา (Normal Saline) ความเข้มข้นร้อยละ 0.9 เป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุด การหยอดน้ำเกลือเข้าไปในรูจมูกข้างละ 2-3 หยดก่อนทำการดูดน้ำมูก จะช่วยให้น้ำมูกที่แห้งกรังอ่อนตัวลงและหลุดออกมาง่ายขึ้น อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับเยื่อบุโพรงจมูกโดยตรง
การปรับความชื้นในห้องนอนให้พอเหมาะ
ในห้องที่เปิดเครื่องปรับอากาศตลอดทั้งคืน อากาศมักจะแห้งมาก ซึ่งเป็นตัวการทำให้น้ำมูกและเสมหะแห้งกรัง การใช้เครื่องเพิ่มความชื้น (Humidifier) ในห้องนอนเพื่อรักษาความชื้นสัมพัทธ์ให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอเหมาะ จะช่วยป้องกันไม่ให้เยื่อบุทางเดินหายใจของลูกแห้งตึง ทำให้นอนหลับสบายและหายใจสะดวกขึ้น
การสูดไอน้ำอุ่นขณะอาบน้ำ
วิธีธรรมชาติที่ทำได้ง่ายคือการเปิดน้ำอุ่นในห้องน้ำให้มีละอองไอน้ำลอยฟุ้งบางๆ แล้วอุ้มลูกเข้าไปนั่งเล่นหรือพักผ่อนในห้องน้ำประมาณ 5-10 นาที ละอองไอน้ำอุ่นๆ จะทำหน้าที่เสมือนตัวนำความชุ่มชื้นเข้าไปเคลือบหลอดลม ช่วยให้เสมหะในส่วนลึกอ่อนตัวลงอย่างรวดเร็ว
การพ่นละอองน้ำเกลือด้วยเครื่องพ่นยาตามคำแนะนำของแพทย์
ในกรณีที่ลูกมีเสมหะเหนียวมากจนส่งผลต่อการนอนและการกิน แพทย์อาจแนะนำให้ใช้เครื่องพ่นละอองฝอย (Nebulizer) โดยใช้เพียงน้ำเกลือปราศจากเชื้อพ่นออกมาเป็นละอองขนาดเล็กจิ๋ว เพื่อให้ละอองความชื้นสามารถเดินทางเข้าไปได้ลึกถึงหลอดลมส่วนปลาย ช่วยกระตุ้นการขับเสมหะได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่า เสมหะเริ่มอันตรายและต้องพาลูกไปพบแพทย์ทันที
แม้ว่าการเพิ่มความชุ่มชื้นจะช่วยบรรเทาอาการได้ดี แต่การเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม หากคุณพ่อคุณแม่พบสัญญาณเตือนเหล่านี้ ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์โดยด่วน:
- ลูกมีอาการหายใจเร็ว หายใจเหนื่อย หรือสังเกตเห็นอกบุ๋ม ซี่โครงบานขณะหายใจ
- ได้ยินเสียงหวีดสลับกับเสียงครืดคราดในหน้าอก
- ลูกซึมลง ไม่ยอมดูดนม หรือไม่ยอมดื่มน้ำ
- มีไข้สูงร่วมด้วย หรือมีอาการไอติดต่อกันรุนแรงจนหน้าดำหน้าแดง
- ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้าดูซีดหรือมีสีคล้ำ
การดูแลทางเดินหายใจของลูกน้อยให้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ ไม่เพียงแต่ช่วยลดความอึดอัดทรมานจากเสมหะเหนียวข้น แต่ยังช่วยป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น หลอดลมอักเสบ หรือปอดบวมได้อีกด้วย การใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เรื่องความชื้นในอากาศและการดูแลอย่างถูกวิธี จะช่วยเปลี่ยนเสียงหายใจครืดคราดให้กลับมาเป็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่สดใสของลูกน้อยได้อีกครั้ง