ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลองจินตนาการถึงมื้ออาหารที่กำลังอบอุ่น หรือช่วงเวลาที่เด็กๆ กำลังนั่งเล่นของเล่นกันอย่างสนุกสนาน แต่แล้วจู่ๆ ก็มีคนเกิดอาการเกร็ง คอกระตุก ไออย่างรุนแรง หรือพยายามอ้าปากแต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาเลย เหตุการณ์เหล่านี้มักเกิดขึ้นกะทันหันโดยไม่ทันตั้งตัว และเป็นสัญญาณเตือนของภาวะ การสำลักสิ่งแปลกปลอมในทางเดินหายใจส่วนต้น ซึ่งเป็นวิกฤตทางสุขภาพที่ต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกต้องและทันท่วงที

ทำไมของชิ้นเล็กๆ ถึงหลุดเข้าไปติดในทางเดินหายใจได้?

ตามธรรมชาติแล้ว ร่างกายของเรามีระบบป้องกันการสำลักที่แม่นยำมาก โดยมีโครงสร้างที่เรียกว่า ฝาปิดกล่องเสียง (Epiglottis) คอยทำหน้าที่ปิดทางเดินหายใจทุกครั้งที่เรากลืนอาหาร เพื่อให้อาหารเดินทางลงไปยังหลอดอาหารอย่างปลอดภัย

แต่ในบางจังหวะ เช่น การหัวเราะ การพูดคุย การร้องไห้ หรือการสูดหายใจเข้าลึกๆ ขณะที่มีอาหารหรือสิ่งของอยู่ในปาก ฝาปิดกล่องเสียงจะเปิดออกโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้สิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าไปในกล่องเสียงหรือหลอดลมส่วนต้น ซึ่งเป็นจุดที่แคบและส่งผลกระทบต่อการหายใจโดยตรง

อาการแบบไหนที่บอกว่ากำลังเกิดภาวะทางเดินหายใจอุดกั้น?

ลักษณะอาการจะขึ้นอยู่กับขนาดของสิ่งแปลกปลอมและระดับการอุดกั้น ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 ระดับหลักๆ ดังนี้

1. ทางเดินหายใจถูกอุดกั้นบางส่วน

ผู้ป่วยยังคงพอมีช่องทางให้ลมหายใจผ่านได้ อาการที่พบคือ:

  • พยายามไออย่างรุนแรงเพื่อขับสิ่งแปลกปลอมออกมา
  • มีเสียงหายใจวี้ด หรือเสียงฮืดๆ ขณะสูดหายใจเข้า (Stridor)
  • ยังพอพูดออกเสียงได้ หรือส่งเสียงร้องไห้ได้ในเด็ก
  • หน้าเริ่มแดงด้วยความพยายามในการไอ

2. ทางเดินหายใจถูกอุดกั้นสมบูรณ์

ถือเป็นภาวะฉุกเฉินระดับสูงสุด เนื่องจากไม่มีอากาศเข้าสู่ปอดเลย อาการที่พบคือ:

  • เอามือทั้งสองข้างกุมไว้ที่คอตัวเอง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สากลของการสำลัก (Universal Choking Sign)
  • ไม่สามารถพูด ส่งเสียง หรือไอได้เลย
  • ริมฝีปาก เล็บ และใบหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำจากการขาดออกซิเจน
  • หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยจะหมดสติและหัวใจหยุดเต้นภายในไม่กี่นาที

เมื่อมีคนสำลักอยู่ตรงหน้า ต้องช่วยอย่างไรให้ปลอดภัยและถูกวิธี?

การช่วยเหลือต้องตั้งสติและประเมินสถานการณ์ก่อนเป็นอันดับแรก หากผู้ป่วยยังสามารถไอได้ดี ให้กระตุ้นให้ไอออกมาเองเต็มที่ โดยไม่ควรรีบเข้าไปกระทุ้งท้องหรือตบหลัง แต่หากผู้ป่วยเริ่มไอไม่ได้ หรือไม่มีเสียงหายใจ ให้ดำเนินตามขั้นตอนปฐมพยาบาลทันที

การช่วยเหลือผู้ใหญ่และเด็กโต (Heimlich Maneuver)

วิธีนี้เป็นการเพิ่มแรงดันในกล้ามเนื้อกะบังลม เพื่อดันให้อากาศในปอดดันสิ่งแปลกปลอมออกมาราวกับลูกปืน

  • ยืนด้านหลังผู้ป่วย โอบแขนรอบเอว
  • กำมือข้างหนึ่ง นำนิ้วหัวแม่มือวางไว้เหนือสะดือเล็กน้อย (แต่อยู่ใต้ชายโครง)
  • ใช้อีกมือหนึ่งกุมมือที่กำไว้ แล้วกดเข้าหาลำตัวพร้อมยกขึ้นด้านบนอย่างรวดเร็วและแรง ทำซ้ำเป็นจังหวะจนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมา

การช่วยเหลือเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ

โครงสร้างร่างกายของเด็กเล็กยังอ่อนบาง ห้ามใช้วิธีกระทุ้งท้องแบบผู้ใหญ่เด็ดขาด ให้ใช้วิธีตบหลังสลับกดหน้าอก ดังนี้:

  • วางเด็กนอนคว่ำบนแขน โดยให้ศีรษะอยู่ต่ำกว่าลำตัว Support บริเวณคางและใบหน้าไว้
  • ใช้ส้นมือตบเบาๆ แต่หนักแน่น บริเวณสะบักหลัง 5 ครั้ง
  • พลิกเด็กกลับมานอนหงายบนอีกแขนหนึ่ง โดยให้ศีรษะยังคงอยู่ต่ำกว่าลำตัว
  • ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดลงบริเวณกลางหน้าอก (ใต้เส้นระดับหัวนม) 5 ครั้ง
  • ทำสลับกันจนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออก หรือเด็กเริ่มร้องส่งเสียงได้

สิ่งที่ไม่ควรทำเด็ดขาดเมื่อเกิดเหตุการณ์สำลัก

บ่อยครั้งที่ความตกใจนำไปสู่การช่วยเหลือผิดวิธี ซึ่งอาจทำให้อาการแย่ลงกว่าเดิม ข้อควรระวังสำคัญมีดังนี้:

  • ห้ามเอานิ้วล้วงเข้าไปในคอแบบสุ่มสี่สุ่มห้า: หากมองไม่เห็นสิ่งแปลกปลอมชัดเจนที่โคนลิ้น การเอานิ้วล้วงอาจยิ่งดันให้อาหารหรือของเล่นหลุดลึกลงไปอุดกั้นมากกว่าเดิม
  • ห้ามตบหลังขณะผู้ป่วยนั่งหรือยืนตัวตรง: แรงงัดและแรงดึงดูดอาจทำให้สิ่งแปลกปลอมตกลงไปในหลอดลมลึกขึ้น
  • ห้ามให้ดื่มน้ำตาม: หลายคนเข้าใจผิดว่าการดื่มน้ำจะช่วยดันให้อาหารลงไป แต่หากเป็นการอุดกั้นทางเดินหายใจ น้ำจะยิ่งเข้าไปทบและทำให้เกิดการสำลักลงปอดอย่างรุนแรง

อาการแบบไหนที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที?

แม้ว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมาแล้ว และผู้ป่วยดูเหมือนจะกลับมาหายใจได้ปกติ แต่หากมีอาการเหล่านี้ ควรรีบเดินทางไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียด:

  • อาการไอเรื้อรัง ไอไม่หยุด หรือไอมีเลือดปน
  • มีไข้ หายใจเร็ว หรือเจ็บหน้าอกหลังจากเกิดเหตุการณ์
  • มีเสียงหายใจผิดปกติ หรือรู้สึกเหมือนยังคงมีอะไรติดค้างอยู่ในคอ
  • เคยหมดสติไปช่วงหนึ่งระหว่างเกิดเหตุการณ์สำลัก

ในบางกรณี สิ่งแปลกปลอมอาจแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และมีบางส่วนหลุดลงไปในหลอดลมส่วนลึก ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปอดอักเสบ หรือปอดติดเชื้อตามมาได้ในภายหลัง

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สำลักในครอบครัว

การป้องกันคือโอสถที่ดีที่สุด สำหรับบ้านที่มีเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด ควรปฏิบัติดังนี้:

  • ตัดแบ่งอาหารให้เป็นชิ้นเล็กพอคำ โดยเฉพาะอาหารที่มีความเหนียว ลื่น หรือทรงกลม เช่น องุ่น เมล็ดถั่ว ถั่วต้ม หรือลูกชิ้น
  • จัดเก็บของเล่นชิ้นเล็ก เหรียญ และแบตเตอรี่กระดุม ให้พ้นมือเด็กเล็กเสมอ
  • ฝึกนิสัยการรับประทานอาหารที่ไม่พูดคุย ไม่หัวเราะ และไม่เล่นขณะมีอาหารอยู่เต็มปาก
  • สำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องการกลืน ควรจัดสรรอาหารที่มีความข้นเหนียวพอดี และให้นั่งตัวตรงขณะรับประทานอาหารทุกครั้ง

ความเข้าใจในกลไกและการปฐมพยาบาลภาวะการสำลักสิ่งแปลกปลอมอย่างถูกต้อง ไม่เพียงแต่ช่วยลดความตื่นตระหนกเมื่อเกิดเหตุจริง แต่ยังเป็นทักษะสำคัญที่อาจช่วยชีวิตคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิดของคุณได้ในวินาทีวิกฤต

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down