ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ในห้องตรวจกุมารเวชศาสตร์ ภาพที่แพทย์มักพบเห็นเป็นประจำคือ คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังตื่นตระหนก รีบอุ้มลูกน้อยที่กำลังแหงนหน้าขึ้นฟ้า พร้อมใช้กระดาษทิชชูอุดจมูกที่มีเลือดกำเดาไหลไว้แน่น ท่าทางเหล่านี้เป็นปฏิกิริยาตอบสนองด้วยความรักและความเป็นห่วง แต่ในทางการแพทย์แล้ว ท่าทางเหล่านั้นกลับเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งเมื่อเกิดอาการเลือดกำเดาไหล

อาการเลือดกำเดาไหล (Epistaxis) เป็นภาวะที่พบได้บ่อยทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศเปลี่ยน สภาพอากาศแห้ง หรือในรายที่มีอาการภูมิแพ้กำเริบ แม้ว่าส่วนใหญ่จะไม่ใช่อาการร้ายแรง แต่การปฐมพยาบาลที่ผิดวิธีอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้ การศึกษาและตระหนักถึง ข้อควรระวังและพฤติกรรมที่ต้องหลีกเลี่ยงขณะเลือดกำเดาไหล จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ทุกคนสามารถรับมือกับสถานการณ์นี้ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

5 พฤติกรรมต้องห้ามที่ต้องหลีกเลี่ยงขณะเลือดกำเดาไหล

เมื่อเกิดอาการเลือดกำเดาไหล หลายคนมักทำตามความคุ้นเคยเดิมๆ ซึ่งอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี ต่อไปนี้คือพฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงโดยเด็ดขาด

1. การแหงนหน้าขึ้นหรือนอนราบ

นี่คือความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุด การแหงนศีรษะไปด้านหลังหรือการนอนราบไม่ได้ช่วยให้เลือดหยุดไหล แต่จะทำให้เลือดไหลย้อนกลับลงไปในลำคอ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารจนทำให้คลื่นไส้อาเจียน หรือที่อันตรายที่สุดคือ เลือดอาจไหลลงสู่ทางเดินหายใจ ส่งผลให้เกิดการสำลักและอุดกั้นทางเดินหายใจได้

2. การใช้กระดาษทิชชู สำลี หรือผ้าอุดรูจมูก

การนำวัสดุแปลกปลอม เช่น กระดาษทิชชูที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้ออุดเข้าไปในรูจมูก นอกจากจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อแล้ว พื้นผิวของวัสดุเหล่านี้ยังอาจเข้าไปเสียดสีกับเยื่อบุโพรงจมูกที่กำลังอ่อนแอ ทำให้แผลกว้างขึ้น และเมื่อถึงเวลาดึงวัสดุเหล่านั้นออก ลิ่มเลือดที่กำลังแข็งตัวเพื่อปิดแผลจะถูกดึงหลุดออกมาด้วย ส่งผลให้เลือดกลับมาไหลซ้ำอีกครั้ง

3. การสั่งน้ำมูก การแคะ หรือการขยี้จมูก

ในขณะที่เลือดกำลังไหลหรือเพิ่งหยุดไหลใหม่ๆ ร่างกายกำลังสร้างลิ่มเลือดขึ้นมาปิดปากแผลในโพรงจมูก การสั่งน้ำมูกแรงๆ หรือการใช้นิ้วมือแคะและขยี้จมูกจะไปทำลายลิ่มเลือดธรรมชาตินี้ ทำให้หลอดเลือดฝอยเปิดออกและเลือดกำเดาไหลออกมาอีกครั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

4. การประคบอุ่นหรือการอาบน้ำอุ่น

ความร้อนมีคุณสมบัติทำให้หลอดเลือดขยายตัว หากประคบอุ่นบริเวณดั้งจมูกหรืออาบน้ำอุ่นในขณะที่เลือดกำเดาเพิ่งหยุดไหล จะกระตุ้นให้หลอดเลือดฝอยในโพรงจมูกขยายตัวและทำให้เลือดไหลออกมารุนแรงกว่าเดิม

5. การทำกิจกรรมที่ต้องออกแรงหรือยกของหนัก

หลังเลือดกำเดาหยุดไหลใหม่ๆ ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย การวิ่งเล่นโลดโผน หรือการก้มตัวยกของหนัก เนื่องจากกิจกรรมเหล่านี้จะเพิ่มความดันโลหิตในร่างกาย ส่งผลให้แรงดันเลือดในหลอดเลือดฝอยบริเวณจมูกสูงขึ้น จนทำให้แผลที่กำลังสมานตัวฉีกขาดออกได้ง่าย

วิธีปฐมพยาบาลที่ถูกต้องเมื่อเลือดกำเดาไหล

เมื่อเข้าใจถึงข้อควรระวังแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการปฐมพยาบาลอย่างถูกวิธี ซึ่งทำได้ง่ายๆ ดังนี้

  • ก้มหน้าลงเล็กน้อย: ให้ผู้นั่งเก้าอี้ เอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย และก้มศีรษะลง เพื่อให้เลือดไหลออกทางรูจมูก แทนที่จะไหลย้อนลงคอ
  • บีบปีกจมูก: ใช้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือบีบปีกจมูกทั้งสองข้างเข้าหากันให้แน่น โดยบีบตรงบริเวณส่วนที่เป็นเนื้อนิ่มใต้กระดูกดั้งจมูก หายใจทางปากแทน ค้างไว้ประมาณ 5 ถึง 10 นาทีโดยไม่เปิดดูบ่อยๆ
  • ประคบเย็น: นำผ้าชุบน้ำเย็นจัดหรือถุงน้ำแข็งประคบบริเวณดั้งจมูก หน้าผาก หรือรอบลำคอ ความเย็นจะช่วยให้หลอดเลือดหดตัวและทำให้เลือดหยุดไหลเร็วขึ้น

คำแนะนำจากแพทย์: หากทำการบีบปีกจมูกอย่างถูกวิธีและประคบเย็นอย่างต่อเนื่องครบ 10-20 นาทีแล้ว เลือดกำเดายังคงไหลไม่หยุด หรือมีอาการหน้ามืด ใจสั่น ซีดเซียว ควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที เนื่องจากอาจมีสาเหตุมาจากหลอดเลือดใหญ่ทางด้านหลังโพรงจมูกฉีกขาด หรือระบบการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก อย่างเร่งด่วน

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพที่คุณต้องการ หรือเลือกดูตามหมวดหมู่

🐻 แชทคุยกับคุณหมอนะคะ