ช่วงนี้เวลาส่องกระจกแล้วสังเกตเห็นขาข้างหนึ่งดูเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด หรือรู้สึกว่ากางเกงที่เคยใส่เริ่มหลวมเฉพาะข้างเดิมไหมครับ หลายคนมักตกใจคิดว่าเป็นโรคอะไรร้ายแรง แต่พอมาตรวจที่คลินิก หมอมักจะพบสาเหตุที่ใกล้ตัวกว่านั้นมาก นั่นคือภาวะกล้ามเนื้อต้นขาและน่องลีบฝ่อจากการใช้งานน้อย ซึ่งมักเกิดขึ้นกับคนที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดขา มีอาการบาดเจ็บเรื้อรัง หรือคนที่ต้องนั่งทำงานติดโต๊ะนานจนขาไม่ได้ขยับไปไหนเลย
ขาของเราเล็กลงได้อย่างไรเมื่อไม่ได้ขยับตัว?
ร่างกายมนุษย์เราฉลาดมากครับ หลักการทำงานของกล้ามเนื้อคือ ถ้าเราใช้งาน เขาจะเติบโตและแข็งแรงขึ้น แต่ถ้าเราเก็บเขาไว้เฉยๆ ไม่ยอมให้ทำงาน ร่างกายจะมองว่ากล้ามเนื้อส่วนนั้นเป็นภาระและเริ่มลดการหล่อเลี้ยงพลังงานลง ส่งผลให้มวลกล้ามเนื้อหดตัวและฝ่อลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะบริเวณต้นขาและน่องที่เป็นมัดใหญ่และต้องรับน้ำหนักตัวอยู่ตลอดเวลา สัญญาณเตือนภัยมักเริ่มจากการรู้สึกว่าขาไม่มีแรง เดินขึ้นบันไดแล้วเหนื่อยล้าผิดปกติ ก่อนที่ขนาดของขาจะค่อยๆ เล็กลงจนสังเกตได้
ใครบ้างที่เสี่ยงเผชิญปัญหากล้ามเนื้อขาและน่องลีบ?
กลุ่มคนที่หมอเจอในห้องตรวจบ่อยที่สุด แบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักๆ กลุ่มแรกคือผู้ป่วยที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดเข่า ผ่าตัดข้อสะโพก หรือใส่เฝือกนานๆ ทำให้ขยับขาข้างนั้นไม่ได้เลยในช่วงแรก กลุ่มที่สองคือกลุ่มคนวัยทำงานหรือผู้สูงอายุที่มีอาการปวดข้อเข่าเสื่อมจนไม่อยากเดิน หรือคนที่ใช้ชีวิตแบบนั่งนิ่งๆ อยู่บนเก้าอี้วันละหลายสิบชั่วโมง เมื่อกล้ามเนื้อไม่ได้หดตัวและคลายตัวตามธรรมชาติ การไหลเวียนเลือดบริเวณนั้นก็แย่ลง เร่งให้กล้ามเนื้อฝ่อลีบเร็วขึ้นไปอีก
สังเกตตัวเองด่วน เช็กอาการเริ่มต้นแบบนี้แปลว่ากล้ามเนื้อเริ่มฝ่อแล้วหรือยัง
อาการไม่ได้มีแค่เรื่องขนาดขาที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเท่านั้นนะครับ แต่คนไข้มักจะมาด้วยอาการเหล่านี้
- รู้สึกว่าขาข้างที่ลีบนั้นมีแรงน้อยกว่าอีกข้างอย่างชัดเจน
- ยืนทรงตัวได้ไม่ดี เดินเซ หรือรู้สึกขาไม่มีความมั่นคงเวลาลงน้ำหนัก
- เป็นตะคริวที่น่องหรือต้นขาบ่อยขึ้น โดยเฉพาะเวลากลางคืน
- รู้สึกเหนื่อยล้าที่ขาเร็วกว่าปกติแม้จะเดินในระยะทางสั้นๆ
วิธีฟื้นฟูกล้ามเนื้อขาที่ลีบฝ่อให้กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม
ข่าวดีคือ ภาวะนี้สามารถฟื้นฟูให้กลับมาใกล้เคียงปกติได้ครับ หากยังไม่ถึงขั้นเส้นประสาทเสียหายถาวร แนวทางการรักษาของหมอจะเน้นการกระตุ้นให้กล้ามเนื้อกลับมาทำงานอย่างปลอดภัย
การออกกำลังกายเฉพาะส่วนและการทำกายภาพบำบัด
สำหรับคนที่ยังเดินไม่ค่อยไหว การเริ่มจากการเกร็งกล้ามเนื้อค้างไว้แล้วคลายสลับกัน หรือการขยับข้อต่อในท่านอน จะช่วยปลุกเซลล์กล้ามเนื้อให้ตื่นตัว เมื่ออาการดีขึ้นจึงค่อยขยับไปสู่การยกขาขึ้นลงในท่านอน หรือการนั่งเตะขาเบาๆ เพื่อสร้างความแข็งแรงให้ต้นขา โดยอาจใช้ยางยืดออกกำลังกายช่วยเพิ่มแรงต้านทีละน้อย
ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน
เลิกนั่งท่าเดิมนานๆ ทุกๆ หนึ่งชั่วโมงควรลุกขึ้นเดินยืดเส้นยืดสายเพื่อให้เลือดลมไหลเวียนลงสู่ขาส่วนล่าง สำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่ต้องนั่งรถเข็น ควรมีผู้ดูแลช่วยจับขาขยับงอและเหยียดออกสลับกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อต่อยึดติดและกล้ามเนื้อฝ่อลีบเร็วกว่าวัย
ดูแลโภชนาการควบคู่กับการขยับร่างกาย
การสร้างกล้ามเนื้อใหม่จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบที่ดี หมอแนะนำให้ทานอาหารกลุ่มโปรตีนให้เพียงพอในแต่ละมื้อ เช่น เนื้อปลา ไข่ไก่ เต้าหู้ และเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เพื่อให้ร่างกายมีสารอาหารไปซ่อมแซมและสร้างมวลกล้ามเนื้อที่สูญเสียไปกลับคืนมา หากปล่อยทิ้งไว้จนกล้ามเนื้อฝ่อลีบมากเกินไป การจะดึงความแข็งแรงกลับมาจะยากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นหากเริ่มรู้สึกว่าขาไม่มีแรงหรือขนาดเริ่มไม่เท่ากัน ควรเริ่มขยับร่างกายตั้งแต่วันนี้ หรือปรึกษาแพทย์และนักกายภาพบำบัดเพื่อวางแผนฟื้นฟูอย่างถูกวิธี