ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เคยไหมที่รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายที่พร้อมจะขาดได้ทุกเมื่อ วินาทีหนึ่งรู้สึกรักและต้องการใครสักคนอย่างสุดหัวใจ แต่อีกวินาทีถัดมากลับรู้สึกโกรธ เกลียด และกลัวอย่างรุนแรงว่าเขาจะทิ้งเราไป ความรู้สึกที่เหวี่ยงขึ้นลงเหมือนรถไฟเหาะเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องของอารมณ์แปรปรวนธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณของสภาวะทางจิตใจที่ลึกซึ้งกว่านั้น

ในฐานะหมอที่ทำงานด้านสุขภาพจิต หมอมักจะเจอกับคนไข้จำนวนมากที่มาด้วยความทุกข์ใจจากความสัมพันธ์ที่ล้มเหลวซ้ำๆ และความรู้สึกว่างเปล่าในอกที่ถมอย่างไรก็ไม่เต็ม ซึ่งเมื่อเราค่อยๆ ย้อนเวลากลับไปมองร่วมกัน ก็พบว่าต้นตอของความเจ็บปวดเหล่านี้มักมีรากแก้วมาจากสภาวะที่เรียกว่า โรคบุคลิกภาพก้ำกึ่งจากการขาดการยอมรับในวัยเด็ก หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ Borderline Personality Disorder (BPD) ที่มีตัวกระตุ้นหลักมาจากบาดแผลในอดีต

ทำไมเสียงร้องไห้ที่ไม่มีใครได้ยินในวัยเด็ก จึงกลายเป็นความเจ็บปวดในตอนโต?

ในช่วงวัยเด็ก สมองและจิตใจของคนเรากำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เด็กทุกคนต้องการมากที่สุดไม่ใช่แค่ปัจจัยสี่ แต่คือการได้รับการยอมรับทางอารมณ์จากพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดู เมื่อเด็กคนหนึ่งร้องไห้ เสียใจ หรือโกรธ แล้วได้รับปฏิกิริยาตอบกลับที่เป็นการเพิกเฉย การดุด่า หรือการบอกว่า "คิดไปเอง" "สำออย" หรือ "ห้ามร้องไห้เด็ดขาด" สิ่งเหล่านี้เรียกว่าการปฏิเสธตัวตนทางอารมณ์ (Emotional Invalidation)

เมื่อเด็กไม่ได้รับการยอมรับในสิ่งที่เขารู้สึก สมองจะเริ่มเรียนรู้ระบบที่ผิดพลาดว่า ความรู้สึกของตัวเองเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เป็นเรื่องอันตราย และไม่น่าเชื่อถือ ส่งผลให้เมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ พวกเขาจึงไม่สามารถจัดการกับอารมณ์ที่พลุ่งพล่านของตัวเองได้เลย เพราะไม่มีพิมพ์เขียวในการจัดการอารมณ์ที่ดีจากวัยเด็ก

เช็กสัญญาณเตือน: อาการแบบไหนที่บ่งบอกว่าเรากำลังเผชิญหน้ากับภาวะนี้

คนไข้ที่เป็นโรคบุคลิกภาพก้ำกึ่งมักจะเผชิญกับพายุอารมณ์ที่รุนแรงและยากจะควบคุม โดยมีสัญญาณเตือนหลักที่สังเกตได้ดังนี้

  • กลัวการถูกทอดทิ้งอย่างรุนแรง: มีความอ่อนไหวเป็นพิเศษต่อสัญญาณการปฏิเสธ แม้เพียงแค่คนรักตอบข้อความช้า หรือเปลี่ยนน้ำเสียง ก็สามารถกระตุ้นความตื่นตระหนกและคิดว่าตัวเองกำลังจะถูกทิ้งได้
  • ความสัมพันธ์ที่สุดโต่งและไม่มั่นคง: มองคนรอบตัวเป็นสีขาวหรือดำสนิท วันนี้อาจจะมองว่าคนนี้ดีที่สุดในโลก แต่พอผิดใจกันนิดเดียวก็จะมองว่าเขาเป็นคนที่แย่ที่สุดทันที
  • ความรู้สึกว่างเปล่าในใจตลอดเวลา: รู้สึกเหมือนมีหลุมดำขนาดใหญ่อยู่ข้างในอก ซึ่งมักจะพยายามหาอะไรมาเติมเต็มอยู่เสมอ เช่น การช้อปปิ้ง การกิน หรือการเปลี่ยนแฟนบ่อยๆ
  • ทำร้ายตัวเองหรือมีพฤติกรรมเสี่ยง: ในช่วงที่อารมณ์ดิ่งถึงขีดสุด อาจมีการทำร้ายตัวเอง หรือทำพฤติกรรมเสี่ยงอันตรายเพื่อเบี่ยงเบนความเจ็บปวดทางใจให้กลายเป็นความเจ็บปวดทางกาย
  • อารมณ์แปรปรวนอย่างรวดเร็ว: อารมณ์เปลี่ยนจากดีใจเป็นโกรธจัด หรือเศร้าซึมได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง โดยมักมีตัวกระตุ้นจากความสัมพันธ์ภายนอก

เมื่อคำว่า "ไม่เป็นไร" ในอดีต กลายเป็นอาวุธทำร้ายจิตใจยามเติบใหญ่

หลายคนอาจสงสัยว่าการเลี้ยงดูแบบไหนที่หล่อหลอมให้เกิดภาวะนี้ หมออยากอธิบายว่ามันมักจะเกิดขึ้นในครอบครัวที่ขาดความเชื่อมโยงทางอารมณ์ ตัวอย่างเช่น พ่อแม่ที่ยุ่งเกินไปจนไม่มีเวลาใส่ใจความรู้สึกของลูก พ่อแม่ที่กดดันให้ลูกต้องสมบูรณ์แบบตลอดเวลา หรือครอบครัวที่มีการทำร้ายกันทางคำพูดและร่างกาย

เมื่อเด็กเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ความรู้สึกของตนไม่มีความหมาย พวกเขาจะเริ่มพัฒนาเกราะป้องกันตัวเองที่เปราะบาง ขาดความมั่นใจในคุณค่าของตัวเอง และต้องคอยพึ่งพาการยอมรับจากคนอื่นตลอดเวลาเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองมีตัวตนอยู่จริง ส่งผลให้เกิดโครงสร้างบุคลิกภาพแบบก้ำกึ่งในที่สุด

หนทางเยียวยาใจ: โอบกอดเด็กน้อยในตัวคุณและก้าวข้ามความเจ็บปวดไปด้วยกัน

การเป็นโรคบุคลิกภาพก้ำกึ่งไม่ได้แปลว่าเป็นคนไม่ดี หรือไม่มีวันรักษาหาย บาดแผลที่เกิดขึ้นในวัยเด็กสามารถเยียวยาได้ด้วยความเข้าใจและการรักษาที่ถูกต้อง ซึ่งประกอบไปด้วยขั้นตอนสำคัญดังนี้

1. การบำบัดทางจิตเวช (Psychotherapy)

นี่คือหัวใจสำคัญของการรักษา โดยเฉพาะการบำบัดพฤติกรรมวิภาษวิธี (Dialectical Behavior Therapy: DBT) ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อคนไข้กลุ่มนี้โดยเฉพาะ เพื่อช่วยสอนทักษะในการยอมรับความเป็นจริง การจัดการกับอารมณ์ที่รุนแรง และการสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงกับผู้อื่น

2. การทำความเข้าใจและยอมรับอารมณ์ตัวเอง

ฝึกฝนที่จะรับรู้อารมณ์ของตัวเองโดยไม่ตัดสิน เมื่อเกิดความโกรธ ความเศร้า หรือความกลัว ให้บอกตัวเองว่า "ไม่เป็นไรที่เราจะรู้สึกแบบนี้" เพื่อทดแทนการยอมรับที่เราไม่เคยได้รับในวัยเด็ก

3. การใช้ยาร่วมรักษา

แม้ว่ายาจะไม่ได้รักษาโรคบุคลิกภาพโดยตรง แต่แพทย์มักจะใช้ยาเพื่อควบคุมอาการร่วม เช่น ยาต้านเศร้า ยาปรับอารมณ์ หรือยาลดความวิตกกังวล เพื่อช่วยให้อารมณ์นิ่งขึ้นและพร้อมสำหรับการทำจิตบำบัด

หมออยากบอกทุกคนที่กำลังเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดนี้ว่า บาดแผลในวัยเด็กไม่ใช่ความผิดของคุณเลย และการยอมรับว่าตัวเองกำลังมีปัญหาก็ไม่ใช่เรื่องน่าอาย การหันกลับมาดูแลจิตใจและเข้ารับการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญ คือก้าวแรกที่กล้าหาญในการโอบกอดเด็กน้อยที่เคยร้องไห้อยู่ในอดีต เพื่อให้เขาได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุขและมั่นคงในชีวิตจริงเสียที

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down