เวลาที่ตรวจสุขภาพแล้วคุณหมอบอกว่าคุณพ่อคุณแม่หรือตัวเราเองในวัยสูงอายุเริ่มมีภาวะไตเสื่อมร่วมกับไขมันพอกตับ หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องปกติของความเสื่อมตามวัย แต่ในมุมมองของหมอ นี่คือสัญญาณเตือนภัยเงียบที่ร่างกายกำลังฟ้องว่าระบบเผาผลาญข้างในกำลังรวนครั้งใหญ่
ในผู้สูงอายุ สองโรคนี้มักจะจูงมือกันมาเยี่ยมเยียนบ่อยกว่าที่เราคิด และเมื่อไหร่ที่มันเกิดขึ้นพร้อมกัน ผลกระทบที่ตามมาไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ตับหรือไตแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ส่งแรงกระแทกเป็นลูกโซ่ถึงสุขภาพโดยรวมทั้งหมด
คู่หูตัวร้ายในวัยสูงอายุ: ทำไมโรคไตกับไขมันพอกตับถึงชอบมาด้วยกัน?
ในวัยที่อายุมากขึ้น ระบบการทำงานของอวัยวะภายในย่อมถดถอยลงตามกาลเวลา แต่ตัวการสำคัญที่ทำให้เกิด ผลกระทบของโรคไตเรื้อรังที่มักพดร่วมกับภาวะไขมันพอกตับจริงๆ แล้วมาจากเรื่องของหลอดเลือดและการอักเสบเรื้อรัง
ตับทำหน้าที่เหมือนโรงงานคัดGแยกและเผาผลาญสารอาหาร เมื่อไหร่ที่มีไขมันไปสะสมในตับมากเกินไปจนเกิดเป็นภาวะไขมันพอกตับ ตับจะเริ่มปล่อยสารอักเสบและไขมันส่วนเกินเข้าสู่กระแสเลือด สสารเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้หลอดเลือดทั่วร่างกายแข็งตัว แต่ยังวิ่งตรงไปทำลายหน่วยกรองจิ๋วในไตที่ทำหน้าที่ขับของเสีย ทำให้ไตที่ควรจะกรองของเสียได้ดีค่อยๆ เสื่อมประสิทธิภาพลงทีละน้อย
สัญญาณเตือนที่ลูกหลานต้องสังเกตเมื่อตับและไตเริ่มส่งเสียงร้อง
ปัญหาคือ ทั้งโรคไตเรื้อรังและไขมันพอกตับในระยะแรกมักจะไม่มีอาการเจ็บปวดอะไรเลย ผู้สูงอายุหลายคนยังคงใช้ชีวิตได้ตามปกติ จนกระทั่งโรคดำเนินไปมากแล้วถึงจะเริ่มแสดงอาการ
- เหนื่อยง่ายและอ่อนเพลียผิดปกติ: เกิดจากของเสียในเลือดเริ่มคั่งเพราะไตทำงานได้ลดลง ร่วมกับภาวะที่ตับเผาผลาญพลังงานได้ไม่ดี
- ขาบวมหรือหนังตาบวมช่วงเช้า: อาการบวมน้ำเบื้องต้นที่ฟ้องว่าไตเริ่มขับเกลือและน้ำส่วนเกินออกไม่ไหว
- แน่นชายโครงขวา: บางท่านอาจมีอาการตึงๆ บริเวณใต้ชายโครงด้านขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับที่มีไขมันสะสมและเริ่มอักเสบ
- เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ: ร่างกายสะสมของเสียไว้มากจนทำให้ไม่อยากอาหาร
ผลกระทบระยะยาวที่น่ากลัวเมื่อสองโรคนี้รุมเร้า
เมื่อโรคไตเรื้อรังและไขมันพอกตับจับมือกันอยู่ในร่างกายผู้สูงอายุ ความเสี่ยงต่อสุขภาพไม่ได้มีแค่เรื่องไตวายหรือตับแข็งเท่านั้น แต่ยังสร้างปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมาก
ความเสี่ยงเรื่องโรคหัวใจและหลอดเลือดที่พุ่งสูงขึ้น
ภาวะอักเสบเรื้อรังจากไขมันพอกตับบวกกับของเสียที่คั่งจากโรคไต จะเร่งให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัวได้เร็วขึ้น ผู้สูงอายุจึงมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเผชิญกับโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือโรคหลอดเลือดสมองตีบตัน
ปัญหาการขับของเสียออกจากร่างกายที่ยากขึ้น
ปกติแล้วตับและไตต้องช่วยกันกำจัดยาและสารพิษออกจากร่างกาย แต่เมื่ออวัยวะทั้งสองทำงานได้ไม่เต็มที่ การทานยาหรืออาหารเสริมบางชนิดแม้แต่ในขนาดปกติ ก็อาจเกิดการสะสมและเป็นพิษต่อร่างกายได้ง่ายขึ้นโดยที่ลูกหลานไม่รู้ตัว
วิธีดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะไตเสื่อมและไขมันพอกตับร่วมกัน
แม้ฟังดูน่ากลัว แต่ข่าวดีคือทั้งสองภาวะนี้สามารถควบคุมและชะลอความเสื่อมได้ด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างเข้าใจ
- คุมเรื่องอาหารให้ตรงจุด: เน้นอาหารโปรตีนคุณภาพดีในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้ไตทำงานหนักเกินไป พร้อมกับลดแป้งขัดขาว น้ำตาล และไขมันอิ่มตัว เพื่อช่วยลดไขมันในตับ
- ขยับร่างกายเท่าที่ไหว: การออกกำลังกายเบาๆ เช่น การเดินเร่งจังหวะ หรือการยืดเหยียด ช่วยเพิ่มความไวของอินซูลินและลดไขมันสะสมในช่องท้องได้ดี
- ระวังเรื่องการใช้ยา: หลีกเลี่ยงการซื้อยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นสิดหรือสมุนไพรเรี่ยราชาทานเอง เพราะอาจเป็นการซ้ำเติมการทำงานของไตและตับโดยไม่รู้ตัว
- ตรวจติดตามค่าเลือดสม่ำเสมอ: การเช็กค่าการทำงานของไตและการทำงานของตับเป็นระยะช่วยให้เราเห็นความเปลี่ยนแปลงและปรับแผนการดูแลได้ทันท่วงที
การดูแลผู้สูงอายุที่มีโรคไตเรื้อรังร่วมกับไขมันพอกตับต้องอาศัยความเข้าใจและความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ การควบคุมอาหารและการไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอคือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ท่านมีคุณภาพชีวิตที่ดีและอยู่กับเราไปได้นานๆ