ในฐานะแพทย์ที่ตรวจรักษาคนไข้โรคเรื้อรังมาเป็นเวลานาน หมอมักจะเจอคำถามจากคนไข้หรือญาติอยู่เสมอว่า ทำไมหลังจากเริ่มรักษาโรคประจำตัวไปได้สักพัก คนไข้ที่เคยร่าเริงกลับดูซึมลง ไม่อยากทำกิจกรรมที่เคยชอบ บ่นว่าเหนื่อยล้าตลอดเวลา และบางครั้งก็ดูหดหู่อย่างไม่มีสาเหตุ หลายครอบครัวเข้าใจว่าเป็นเพราะความเครียดจากตัวโรคเอง แต่แท้จริงแล้ว เบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์นี้อาจเกิดจาก ผลข้างเคียงจากยารักษาโรคประจำตัว ที่คนไข้กำลังรับประทานอยู่ก็เป็นได้
การเข้าใจถึงความเชื่อมโยงระหว่างยารักษาโรคทางกายและผลกระทบต่อจิตใจเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะอาการซึมเศร้าที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากความอ่อนแอของจิตใจ แต่เกิดจากกลไกทางเคมีของยาบางชนิดที่เข้าไปรบกวนการทำงานของสารสื่อประสาทในสมอง
กลไกที่ยาทางกายเข้าไปรบกวนสมองและอารมณ์
ยารักษาโรคหลายกลุ่มที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย มีกลไกการออกฤทธิ์ที่นอกจากจะช่วยควบคุมอาการของโรคหลักแล้ว ยังอาจส่งผลข้างเคียงต่อระดับสารสื่อประสาท เช่น เซโรโทนิน (Serotonin) โดปามีน (Dopamine) หรือนอร์เอพิเนฟริน (Norepinephrine) ซึ่งเป็นสารเคมีสำคัญที่คอยควบคุมอารมณ์และความรู้สึกมั่นคงในจิตใจ เมื่อสารเหล่านี้เสียสมดุล จึงแสดงออกมาร่วมกับอาการซึมเศร้า หดหู่ หรือวิตกกังวล
กลุ่มยารักษาโรคประจำตัวยอดฮิตที่อาจเหนี่ยวนำให้เกิดอาการซึมเศร้า
หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังรับประทานยากลุ่มเหล่านี้อยู่ และเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ขอแนะนำให้เพิ่มความสังเกตเป็นพิเศษ
1. ยาลดความดันโลหิตบางชนิด
โดยเฉพาะยาลดความดันกลุ่มปิดกั้นตัวรับเบต้า (Beta-blockers) ซึ่งนิยมใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือป้องกันไมเกรน ยาในกลุ่มนี้บางตัวสามารถผ่านเข้าสู่สมองได้ดี และอาจไปลดการทำงานของสารสื่อประสาทที่ช่วยให้สมองตื่นตัว ส่งผลให้คนไข้บางรายรู้สึกอ่อนเพลีย เซื่องซึม และมีอารมณ์หดหู่ตามมา
2. ยาสเตียรอยด์ (Corticosteroids)
ยาสเตียรอยด์แบบเม็ดที่ใช้ในการรักษาโรคภูมิแพ้ตัวเอง (SLE) โรคข้ออักเสบ หรือโรคหืดชนิดรุนแรง มีฤทธิ์รบกวนการทำงานของสมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์อย่างมาก ในระยะแรกอาจทำให้รู้สึกกระวนกระวายหรือนอนไม่หลับ แต่เมื่อใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะซึมเศร้าที่รุนแรงได้
3. ยารักษาสิวกลุ่มไอโซเตรติโนอิน (Isotretinoin)
แม้จะไม่ใช่ยารักษาโรคประจำตัวในกลุ่มโรคเรื้อรังร้ายแรง แต่เป็นยาที่วัยรุ่นและคนหนุ่มสาวรับประทานต่อเนื่องเป็นเวลานาน ยาตัวนี้มีรายงานทางการแพทย์ที่ชัดเจนว่าอาจสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ความรู้สึกซึมเศร้า หรือแม้กระทั่งความคิดทำร้ายตัวเองในคนไข้บางราย
4. ยาควบคุมฮอร์โมนและยาคุมกำเนิด
การเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนจากการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด ยาปรับฮอร์โมน หรือยาที่ใช้รักษาโรคช็อกโกแลตซีสต์ สามารถส่งผลโดยตรงต่อสารเคมีในสมอง ทำให้ผู้หญิงบางคนมีอาการอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย หรือซึมเศร้าอย่างเด่นชัดหลังจากเริ่มใช้ยา
5. ยากันชักและยาแก้ปวดเส้นประสาท
ยาในกลุ่มนี้ออกฤทธิ์โดยตรงต่อระบบประสาทส่วนกลางเพื่อลดการกระตุ้นที่ผิดปกติ แม้จะช่วยควบคุมอาการชักหรือบรรเทาอาการปวดประสาทได้ดี แต่ก็มีผลข้างเคียงทำให้สมองทำงานช้าลง นำไปสู่อาการซึมเศร้าและเหนื่อยล้าได้ง่าย
สังเกตอย่างไรว่า อาการซึมเศร้าเกิดจากผลข้างเคียงของยา?
หมอมักแนะนำให้คนไข้และครอบครัวใช้วิธีสังเกตและจดบันทึกพฤติกรรม โดยมีจุดสังเกตสำคัญดังนี้
- ความสัมพันธ์ด้านเวลา: อาการซึมเศร้าหรือหดหู่มักเริ่มต้นขึ้นในเวลาไม่กี่สัปดาห์ หรือ 1-2 เดือนหลังจากเริ่มยาตัวใหม่ หรือหลังจากมีการปรับเพิ่มขนาดยา
- ไม่มีประวัติมาก่อน: คนไข้ไม่เคยมีประวัติเป็นโรคซึมเศร้า หรือไม่มีปัญหาความเครียดรุนแรงในชีวิตช่วงนั้นที่พอจะอธิบายอาการเศร้าได้
- อาการทางกายร่วมด้วย: มีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง นอนไม่หลับ หรือฝันร้ายบ่อยครั้งร่วมด้วยหลังจากทานยา
แนวทางการรับมืออย่างปลอดภัยและถูกต้อง
ข้อห้ามที่สำคัญที่สุด: ห้ามหยุดยาหรือปรับลดขนาดยาเองโดยเด็ดขาด เพราะการหยุดยารักษาโรคประจำตัวกะทันหัน เช่น ยาความดันโลหิต หรือยาสเตียรอยด์ อาจทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงถึงแก่ชีวิตได้
หากสงสัยว่าอาการซึมเศร้าเกิดจากผลข้างเคียงของยา สิ่งที่ควรปฏิบัติคือ
- เข้าพบแพทย์ผู้รักษา: นำยาทุกชนิดที่ทานอยู่ไปพบแพทย์ที่จ่ายยา เพื่อประเมินอาการร่วมกัน
- ปรึกษาเรื่องการเปลี่ยนยา: ในปัจจุบันมียาทางเลือกใหม่ๆ หลายกลุ่มที่สามารถรักษาโรคประจำตัวเดิมได้ดี โดยไม่มีผลข้างเคียงด้านจิตใจ แพทย์อาจพิจารณาปรับเปลี่ยนตัวยาหรือลดขนาดลงอย่างปลอดภัย
- สื่อสารกับครอบครัว: ให้คนใกล้ชิดช่วยสังเกตอาการและเป็นกำลังใจ เพราะความเข้าใจจากคนในครอบครัวคือยารักษาใจที่ดีที่สุด
การดูแลสุขภาพกายไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยความหม่นหมองทางจิตใจ หากพบความผิดปกติเพียงเล็กน้อย อย่าลังเลที่จะพูดคุยกับแพทย์ผู้รักษา เพื่อร่วมกันหาแนวทางการรักษาที่ทำให้ร่างกายแข็งแรงและจิตใจมีความสุขไปพร้อมกัน