เวลาเดินผ่านกระจกแล้วสังเกตเห็นว่าหน้าตาดูหมองคล้ำและซีดเซียว หลายคนมักจะคิดเข้าข้างตัวเองก่อนว่าคงเพราะเมื่อคืนนอนดึกไปหน่อย หรือช่วงนี้งานยุ่งจนร่างกายอ่อนเพลีย แต่รู้ไหมว่าบางทีความซีดที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะบริเวณใบหน้าและเยื่อบุตา อาจไม่ใช่แค่เรื่องของการพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่อาจเป็นเสียงกระซิบเตือนจากร่างกายว่ากำลังเผชิญกับภาวะโลหิตจางหรือเลือดจางอยู่
ในฐานะแพทย์ที่ตรวจคนไข้มานาน เวลาเจอคนที่เดินเข้ามาแล้วสังเกตเห็นความผิดปกติที่ริมฝีปากหรือเยื่อบุตา สิ่งแรกที่จะนึกถึงคือปริมาณเม็ดเลือดแดงในร่างกาย เพราะเม็ดเลือดแดงนี่แหละที่เป็นพระเอกคอยอุ้มออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงทั่วร่าง การที่ผิวหรือเยื่อบุตาของเราดูซีดเซียวลง แปลว่าปริมาณเม็ดเลือดแดงลดลง หรือสารตั้งต้นในการสร้างเม็ดเลือดอย่างธาตุเหล็กกำลังขาดแคลน
เช็กกระจกดูหน่อย: วิธีสังเกตอาการตาซีดและผิวซีดด้วยตัวเอง
การสังเกตความซีดให้แม่นยำ ไม่ควรดูแค่สีผิวที่แขนหรือใบหน้าอย่างเดียว เพราะสีผิวของแต่ละคนมีความแตกต่างกันตามพันธุวิธีและแสงแดดที่ได้รับ วิธีที่แพทย์มักใช้ตรวจเบื้องต้นและทุกคนสามารถทำตามได้ที่บ้านมีดังนี้
- ลองดึงเปลือกตาล่างลงมาดู: เยื่อบุตาด้านในปกติจะมีสีแดงเรื่อๆ อมชมพู แต่ถ้าดึงออกมาแล้วพบว่าเป็นสีชมพูจางๆ หรือเกือบขาวซีด นั่นคือสัญญาณเตือนที่ค่อนข้างชัดเจนของภาวะเลือดจาง
- สังเกตสีของเหงือกและริมฝีปาก: คนที่เลือดจาง ริมฝีปากมักจะซีดเซียว ขาดความสดใส ไม่แดงระเรื่อตามธรรมชาติ
- ดูสีของเล็บมือ: กดลงไปที่เล็บแล้วปล่อย สีควรจะกลับมาแดงอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าซีดเซียวและใช้เวลานานกว่าจะคืนสีเดิม อาจบ่งบอกถึงภาวะขาดธาตุเหล็ก
ทำไมร่างกายถึงพาเราไปสู่จุดที่เลือดจางและผิวซีด
ภาวะผิวซีดและเยื่อบุตาซีดไม่ได้เกิดขึ้นเองลอยๆ แต่มีสาเหตุเบื้องหลังที่หลากหลาย ตั้งแต่เรื่องใกล้ตัวไปจนถึงโรคที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด
การขาดธาตุเหล็ก วิตามินบี 12 หรือโฟเลต
นี่คือสาเหตุอันดับต้นๆ ที่พบได้บ่อยที่สุด ธาตุเหล็ก เปรียบเสมือนวัตถุดิบหลักในการสร้างฮีโมโกลบิน หากกินอาหารที่ไม่ครบ 5 หมู่ หรือสูญเสียเลือดเรื้อรัง เช่น ประจำเดือนมามากกว่าปกติ หรือมีแผลในกระเพาะอาหาร ร่างกายก็จะดึงคลังสำรองมาใช้จนหมด ทำให้สร้างเม็ดเลือดแดงไม่ทัน
โรคเรื้อรังบางชนิดที่ซ่อนอยู่
โรคไตเรื้อรัง โรคมะเร็ง หรือโรคอักเสบเรื้อรังบางกลุ่ม จะไปยับยั้งการสร้างฮอร์โมนที่กระตุ้นการผลิตเม็ดเลือดแดง ทำให้ต่อให้เรากินอาหารดีแค่ไหน ร่างกายก็ยังคงซีดอยู่ดี
โรคทางพันธุศาสตร์อย่างธาลัสซีเมีย
ในประเทศไทย ภาวะซีดจากโรคธาลัสซีเมียพบได้บ่อยมาก ซึ่งเกิดจากความผิดปกติในการสร้างสายโกลบิน ทำให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้นและแตกง่ายกว่าปกติ คนกลุ่มนี้มักจะมีอาการซีดมาตั้งแต่เด็ก
อาการร่วมอื่นๆ ที่มักมาคู่กับความซีด
ความซีดไม่ได้มาเดี่ยวๆ แต่มักจะแพ็กคู่มากับอาการอ่อนเพลียที่คอยกวนใจในชีวิตประจำวัน หากคุณมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ค่อนข้างมั่นใจได้เลยว่าความซีดไม่ได้เกิดจากการนอนไม่พอแน่นอน
- เหนื่อยง่ายผิดปกติ แม้จะทำกิจกรรมเบาๆ เช่น เดินขึ้นบันไดเพียงไม่กี่ขั้น
- ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว เพราะหัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดที่มีออกซิเจนน้อยให้ไปเลี้ยงร่างกาย
- เวียนหัว หน้ามืด หรือตาลายบ่อยๆ เวลาเปลี่ยนท่าทาง
- ไม่มีสมาธิ สมองตื้อ รู้สึกเพลียสมองตลอดเวลา
- มือเท้าเย็นชาตลอดเวลา
กินอาหารบำรุงเลือดอย่างไรให้ถูกจุด
ถ้าความซีดเกิดจากการขาดสารอาหาร การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินช่วยได้มาก อาหารที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็กและวิตามินที่จำเป็นควรถูกบรรจุไว้ในจานอาหารทุกวัน
- เนื้อสัตว์สีแดง ตับ และไข่แดง: แหล่งของธาตุเหล็กที่ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ง่ายที่สุด
- ผักใบเขียวเข้ม: เช่น ผักโขม คะน้า บร็อคโคลี มีโฟเลตและธาตุเหล็กช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือด
- ผลไม้รสเปรี้ยวที่มีวิตามินซีสูง: วิตามินซีมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กในลำไส้ ควรกินร่วมกับอาหารที่มีธาตุเหล็กเสมอ
สัญญาณเตือนแบบไหนที่ควรไปหาหมอตรวจเลือดด่วน
หากลองปรับพฤติกรรมการนอนและกินอาหารที่มีประโยชน์แล้ว อาการซีด อ่อนเพลีย หรือเวียนหัวยังไม่ดีขึ้น หรือมีอาการรุนแรงร่วมด้วย เช่น แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก หน้ามืดเป็นลมบ่อยๆ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาความเข้มข้นของเลือดและหาสาเหตุที่แท้จริง การปล่อยให้ร่างกายซีดเรื้อรังเป็นเวลานาน จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจและอวัยวะภายในระยะยาว การรู้เร็วและรักษาที่ต้นเหตุจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสุขภาพของคุณเอง