ช่วงนี้มีคนไข้เดินเข้ามาปรึกษาที่คลินิกด้วยปัญหาแปลกๆ หลายคน บ่นว่าอยู่ๆ ก็มีตุ่มน้ำใสๆ ขึ้นตามซอกนิ้วมือ ฝ่ามือ หรือบางคนลามไปถึงฝ่าเท้าด้วย แรกๆ ก็แค่คันยิบๆ พอนานเข้าเริ่มลอก แตก เป็นขุย แถมบางทีก็เจ็บจี๊ดๆ จนใช้ชีวิตลำบาก หลายคนกังวลว่าเป็นโรคติดต่อร้ายแรงหรือแพ้อะไรหรือเปล่า วันนี้หมอเลยอยากชวนมาทำความเข้าใจเจ้าตุ่มน้ำเหล่านี้กันแบบเคลียร์ชัด เข้าใจง่าย เหมือนนั่งคุยกันที่ห้องตรวจครับ
ตุ่มน้ำใสที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง?
เวลาเจออาการตุ่มน้ำใสในตำแหน่งนี้ หมอมักจะนึกถึงความเป็นไปได้หลักๆ อยู่ไม่กี่โรคครับ เพราะผิวหนังบริเวณฝ่ามือฝ่าเท้ามีความหนาเป็นพิเศษ การอักเสบหรือการแพ้จึงมักแสดงออกเป็นตุ่มน้ำตึงๆ ที่ยุบยากกว่าส่วนอื่นของร่างกาย โดยสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดมีดังนี้
โรคผิวหนังอักเสบชนิดตุ่มน้ำใสที่มือและเท้า
โรคนี้มีชื่อทางการแพทย์ว่า Dyshidrotic Eczema หรือที่หลายคนคุ้นหูกว่าในชื่อโรคตุ่มน้ำใสที่มือและเท้า อาการเด่นคือจะมีตุ่มน้ำใสขนาดเล็กเท่าหัวเข็มหมุด ขึ้นเบียดกันแน่นตามซอกนิ้ว ฝ่ามือ หรือขอบฝ่าเท้า มักจะมีอาการคันมาก่อนที่ตุ่มจะขึ้น พอตุ่มน้ำพวกนี้แตกหรือแห้งไป ผิวหนังจะเริ่มลอก แตกเป็นแผ่น และเจ็บเวลาโดนน้ำหรือโดนสบู่ โรคนี้มักเป็นๆ หายๆ ตามความเครียด สภาพอากาศ หรือการระคายเคือง
โรคกลากหรือเชื้อราที่ผิวหนัง
บางครั้งตุ่มน้ำใสไม่ได้เกิดจากการแพ้เสมอไป แต่อาจเกิดจากเชื้อราครับ โดยเฉพาะคนที่มีเหงื่อออกที่เท้าเยอะ ใส่รองเท้าผ้าใบอับๆ หรือเดินเท้าเปล่าในที่สาธารณะ เชื้อราพวกนี้ชอบความชื้นและมักทำให้เกิดตุ่มน้ำใสที่ฝ่าเท้าหรือซอกนิ้วเท้า มักจะคันมากและลามเป็นวงกว้าง ต่างจากโรคผิวหนังอักเสบตรงที่เชื้อราสามารถขูดตรวจหาเชื้อและรักษาให้หายขาดได้ด้วยยาต้านเชื้อรา
การแพ้สัมผัสสารเคมีรอบตัว
มือของเราต้องหยิบจับนู่นนี่ตลอดเวลา ทั้งน้ำยาล้างจาน น้ำยาทำความสะอาดบ้าน หรือแม้แต่น้ำยาดัดผมย้อมผมในร้านเสริมสวย สารเคมีเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้เกิดการอักเสบจนกล ายเป็นตุ่มน้ำใสขึ้นมาได้ รวมถึงการแพ้โลหะบางชนิด เช่น นิกเกิล หรือโคบอลต์ ก็แสดงออกเป็นตุ่มน้ำที่ฝ่ามือได้เช่นกันครับ
วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นเมื่อตุ่มน้ำใสโผล่มาทักทาย
ก่อนจะมาพบแพทย์เพื่อความแน่ใจ มีแนวทางดูแลตัวเองเบื้องต้นที่ช่วยลดการลุกลามและบรรเทาความทรมานได้ครับ
- ห้ามแกะ เกา หรือเจาะตุ่มน้ำเด็ดขาด: ถึงจะคันมากแค่ไหนก็ต้องอดทนครับ การไปเจาะหรือแกะตุ่มน้ำทำให้เกราะป้องกันผิวเสียหาย เสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจนแผลอักเสบกลหนองได้
- หลีกเลี่ยงสารเคมีและน้ำอุ่นจัด: งดซักผ้า ล้างจาน หรือสัมผัสสารเคมีโดยตรง ถ้าจำเป็นต้องทำควรใส่ถุงมือยางที่มีซับในผ้าคอตตอน และควรใช้น้ำอุณหภูมิปกติในการอาบน้ำหรือล้างมือ เพราะน้ำอุ่นจัดจะทำให้ผิวแห้งและคันมากขึ้น
- บำรุงผิวให้ชุ่มชื้นสม่ำเสมอ: ทาครีมบำรุงผิวที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมและแอลกอฮอล์บ่อยๆ เพื่อซ่อมแซมเกราะป้องกันผิวให้กลับมาแข็งแรง
อาการแบบไหนที่ควรมาพบแพทย์ทันที?
แม้บางครั้งตุ่มน้ำใสเหล่านี้จะยุบหายไปเองได้ แต่ถ้ามีสัญญาณเตือนเหล่านี้ หมอแนะนำว่าควรมาให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยเพื่อรับยาที่ตรงจุดจะดีกว่าครับ
- ตุ่มน้ำมีอาการอักเสบ แดง ร้อน หรือมีหนองไหลออกมา ซึ่งแปลว่าเริ่มติดเชื้อแบคทีเรีย
- อาการคันหรือเจ็บรุนแรงจนรบกวนการนอนหลับและการใช้ชีวิตประจำวัน
- รักษาเบื้องต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้นในสองสัปดาห์ หรือตุ่มน้ำกลับมาเป็นซ้ำบ่อยๆ จนผิวหนังหนาตัวและแตกเป็นแผลเรื้อรัง
สุดท้ายนี้ การดูแลผิวบริเวณฝ่ามือฝ่าเท้าต้องอาศัยความใจเย็นครับ เพราะผิวส่วนนี้ใช้เวลาสร้างตัวใหม่ค่อนข้างนาน หากใครกำลังกังวลใจกับอาการตุ่มน้ำใสที่เป็นอยู่ ลองสังเกตพฤติกรรมรอบตัวร่วมด้วย หรือแวะมาปรึกษาหมอที่คลินิกเพื่อให้แน่ใจและได้รับการรักษาที่ถูกต้องปลอดภัยที่สุดครับ