ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ค่ำคืนแรกๆ หลังจากพาเจ้าตัวเล็กกลับมาจากโรงพยาบาล คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักจะไม่ได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่ม ไม่ใช่เพียงเพราะต้องตื่นมาป้อนนมหรือเปลี่ยนผ้าอ้อม แต่เป็นเพราะความกังวลใจจนต้องคอยตื่นมาเช็กลมหายใจของลูกอยู่บ่อยๆ บางครั้งก็เห็นลูกนอนนิ่งจนน่าใจหาย บางครั้งก็หายใจเร็วระรัวเหมือนเพิ่งไปวิ่งแข่งมา อาการเหล่านี้ทำให้คนเป็นพ่อแม่หัวใจแทบตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม และคำถามยอดฮิตที่หมอมักได้รับในคลินิกเสมอคือ ลูกหายใจแบบนี้ปกติหรือไม่

เรื่องสำคัญที่พ่อแม่ต้องทำความเข้าใจคือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับและการหายใจที่ผิดปกติในทารก เพราะระบบทางเดินหายใจและสมองส่วนที่ควบคุมการหายใจของเด็กแรกเกิดยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ทำให้ลักษณะการหายใจของพวกเขาแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างสิ้นเชิง การเรียนรู้เพื่อแยกแยะระหว่างพฤติกรรมการหายใจตามธรรมชาติกับสัญญาณอันตรายจึงเป็นสิ่งที่จะช่วยลดความกังวลและช่วยปกป้องชีวิตของลูกน้อยได้ทันเวลา

แบบไหนที่เรียกว่าปกติ? ชวนเข้าใจธรรมชาติการหายใจของเด็กทารก

ก่อนที่จะตื่นตระหนก หมออยากชวนมาทำความเข้าใจก่อนว่า ทารกแรกเกิด โดยเฉพาะในช่วง 1-2 เดือนแรก มักมีรูปแบบการหายใจที่เรียกว่า การหายใจเป็นระยะ (Periodic Breathing) ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติที่พบได้บ่อย อาการจะแสดงออกโดยการที่ลูกหายใจเร็วขึ้นเรื่อยๆ แล้วค่อยๆ ช้าลง จากนั้นจะหยุดหายใจไปชั่วขณะประมาณ 3-10 วินาที ก่อนจะกลับมาหายใจตามปกติอีกครั้งโดยไม่มีอาการผิดปกติอื่นๆ เช่น ปากเขียวหรือตัวอ่อนปวกเปียก

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะศูนย์ควบคุมการหายใจในสมองของลูกยังเติบโตไม่เต็มที่ แต่เมื่อลูกอายุพ้น 1-2 เดือนขึ้นไป รูปแบบการหายใจจะค่อยๆ สม่ำเสมอและเป็นจังหวะมากขึ้นเอง

รู้จักภาวะหยุดหายใจขณะหลับและการหายใจที่ผิดปกติในทารก

แม้ว่าการหยุดหายใจชั่วขณะจะเป็นเรื่องปกติในเด็กเล็ก แต่หากการหยุดหายใจนั้นยาวนานเกินไป หรือเกิดขึ้นบ่อยครั้งจนส่งผลกระทับต่อร่างกาย นั่นอาจเป็นสัญญาณของภาวะที่อันตราย ซึ่งเราสามารถแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มหลักๆ ดังนี้

หยุดหายใจแบบไหนที่อันตราย? เจาะลึกความต่างที่พ่อแม่ต้องรู้

  • ภาวะหยุดหายใจจากสมองส่วนกลาง (Central Apnea): เกิดจากสมองส่วนควบคุมการหายใจส่งสัญญาณไปยังกล้ามเนื้อหายใจไม่สม่ำเสมอ มักพบในทารกที่คลอดก่อนกำหนด หากหยุดหายใจนานเกิน 20 วินาทีร่วมกับมีอาการตัวเขียว ถือเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการรักษา
  • ภาวะหยุดหายใจจากการอุดกั้น (Obstructive Apnea): เกิดจากทางเดินหายใจส่วนต้นอุดกั้นชั่วขณะ เช่น มีเสมหะเหนียวข้น ขากรรไกรเล็ก หรือโครงสร้างทางเดินหายใจแคบ ทำให้ลมหายใจผ่านไม่ได้ แม้ว่าหน้าอกของลูกจะยังขยับขึ้นลงเหมือนพยายามหายใจอยู่ก็ตาม

ลูกหายใจเร็วเกินไปหรือเปล่า? วิธีสังเกตอาการหอบเหนื่อย

นอกจากเรื่องการหยุดหายใจแล้ว อาการหายใจเร็วผิดปกติก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยสังเกต โดยปกติแล้ว ทารกแรกเกิดจะมีอัตราการหายใจอยู่ที่ประมาณ 40-60 ครั้งต่อนาที ซึ่งเร็วกว่าผู้ใหญ่มากอยู่แล้ว แต่หากลูกหายใจเร็วกว่า 60 ครั้งต่อนาทีอย่างต่อเนื่อง แม้ในยามที่หลับสนิทหรือไม่ได้ร้องไห้งอแง อาการนี้อาจบ่งชี้ถึงภาวะหายใจเร็วชั่วคราวในทารกแรกเกิด (TTN) หรือมีความผิดปกติที่ปอดและหัวใจ

วิธีสังเกตลมหายใจของลูกรักที่บ้านด้วยวิธีง่ายๆ

หมอแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ฝึกสังเกตอาการของลูกเป็นประจำทุกวัน โดยใช้หลักการง่ายๆ 3 ข้อ ดังนี้

  • นับอัตราการหายใจ: ให้สังเกตและนับจังหวะการกระเพื่อมขึ้นลงของหน้าอกหรือท้องของลูกตอนที่เขาหลับสนิทและนิ่งที่สุด โดยต้องนับให้ครบ 1 นาทีเต็ม เพราะหากนับเพียง 15 วินาทีแล้วคูณสี่ อาจได้ค่าที่คลาดเคลื่อนจากพฤติกรรมการหายใจเป็นระยะของลูก
  • สังเกตสีผิว: ดูบริเวณริมฝีปาก ปลายมือ ปลายเท้า และลิ้นของลูกว่ายังมีสีชมพูระเรื่อเป็นปกติดีอยู่ไหม หากมีสีซีด ขาว หรือเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ แสดงว่าร่างกายกำลังขาดออกซิเจน
  • ฟังเสียงลมหายใจ: ในห้องที่เงียบสนิท ให้ลองเงี่ยหูฟังใกล้ๆ จมูกและปากของลูก ลมหายใจที่ดีต้องไหลลื่น ไม่มีเสียงหวีด เสียงครืดคราดรุนแรง หรือเสียงครางครืดๆ ในอกทุกครั้งที่หายใจออก

สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพาลูกส่งโรงพยาบาลทันที

หากคุณพ่อคุณแม่พบเจออาการเหล่านี้แม้เพียงข้อเดียว ขอแนะนำให้อุ้มลูกรักไปพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินทันทีโดยไม่ต้องรอสังเกตอาการต่อที่บ้าน

  • ลูกหยุดหายใจนานเกิน 20 วินาที หรือหยุดหายใจแล้วมีอาการตัวเขียว ซีด หรือตัวอ่อนปวกเปียก
  • มีอาการหายใจหอบเหนื่อยรุนแรง สังเกตได้จากหน้าอกบุ๋มลึกเข้าไปใต้ซี่โครง หรือคอและหน้าอกบุ๋มขณะหายใจ
  • ปีกจมูกบานออกทุกครั้งที่สูดลมหายใจเข้าอย่างเห็นได้ชัด
  • มีเสียงครางในลำคอหรือเสียงหวีดแหลมทุกครั้งที่หายใจออก
  • ลูกซึมลง ไม่ยอมดูดนม ปลุกตื่นยาก หรือดูเหนื่อยล้าผิดปกติ

การสังเกตลมหายใจของทารกอาจดูเป็นเรื่องที่น่ากังวลใจในช่วงแรก แต่เมื่อคุณพ่อคุณแม่เริ่มคุ้นเคยกับจังหวะธรรมชาติของเขาแล้ว จะช่วยให้แยกแยะความผิดปกติได้ง่ายขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีสติ หากไม่มั่นใจว่าอาการที่ลูกเป็นอยู่นั้นปกติหรือไม่ การพาไปพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียดคือทางออกที่ดีที่สุด เพื่อความปลอดภัยและสุขอนามัยที่ดีของเจ้าตัวเล็ก

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down