เวลาที่คนไข้เดินเข้ามาปรึกษาที่ห้องตรวจแล้วเล่าว่า อยู่ดีๆ ก็มีอาการชาตามหน้า มีแรงแขนขาไม่เท่ากัน หรือพูดไม่ชัด สิ่งแรกที่หมอมักจะถามเสมอคือ อาการเหล่านี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะโรคทางระบบประสาทหลายโรค โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดสมอง หรือเนื้องอกในสมอง มีความลับอยู่อย่างหนึ่งคือ ร่างกายมักจะส่งสัญญาณเตือนเล็กๆ น้อยๆ มาก่อนเสมอ แต่เรามักจะคิดว่าเป็นแค่ความเหนื่อยล้าจากการทำงานแล้วปล่อยผ่านไป
สัญญาณเตือนจากสมองและเส้นประสาทที่ฟ้องว่าร่างกายกำลังวิกฤต
ระบบประสาทของเราเปรียบเสมือนสายไฟหลักของบ้าน ถ้าสายไฟเริ่มช็อตหรือมีปัญหา เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชิ้นในบ้านย่อมรวนไปหมด การสังเกตอาการทางระบบประสาทที่อันตราย จึงเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนควรมีความรู้พื้นฐานไว้ เพื่อช่วยชีวิตคนใกล้ตัวหรือแม้แต่ตัวเราเองได้ทันท่วงที อาการบางอย่างอาจเกิดขึ้นชั่ว and หายไปเอง แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านั่นคือสัญญาณเตือนภัยรอบแรกที่อันตรายมาก
หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว ยิ้มแล้วไม่เท่ากัน อาการเริ่มต้นที่อันตรายกว่าที่คิด
หนึ่งในภาพจำที่หมอเจอ การสังเกตอาการทางระบบประสาทที่ ชัดเจนที่สุดคือเรื่องของกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรง เวลาให้คนไข้ยิ้มหรือยิงฟัน มุมปากด้านหนึ่งจะตกอย่างเห็นได้ชัด บางคนหลับตาไม่สนิท ดื่มน้ำแล้วน้ำไหลมุมปาก อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นแบบฉับพลันทันที ไม่ได้ค่อยๆ เป็น คล้ายกับไฟดับไปซีกหนึ่งของใบหน้า ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนคลาสสิกของโรคหลอดเลือดสมองตีบหรือแตกที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลโดยด่วน
แขนขาอ่อนแรงซีกเดียว อาการที่ห้ามรอให้อาการดีขึ้นเอง
จู่ๆ ยกแก้วน้ำแล้วมือหลุดตกพื้น เดินแล้วลากขาข้างหนึ่ง หรือรู้สึกว่าแขนขาฝั่งซ้ายหรือขวาไม่มีแรงเอาดื้อๆ อาการนี้เรียกว่าอัมพฤกษ์หรืออัมพาตครึ่งซีกแบบเฉียบพลัน การสังเกตอาการทางระบบประสาทที่ ถูกต้องคือ ให้ลองทดสอบยกแขนค้างไว้ทั้งสองข้างพร้อมกัน ถ้ามีข้างใดข้างหนึ่งตกลงมาก่อนอย่างควบคุมไม่ได้ นั่นแปลว่าเส้นประสาทหรือสมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวเริ่มมีปัญหาขาดเลือดหรือเสียหายแล้ว ห้ามเข้านอนรอดูอาการเด็ดขาด
พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง ฟังไม่รู้เรื่อง หรือนึกคำพูดไม่ออก
บางครั้งคนไข้ไม่ได้มีอาการที่ร่างกาย แต่มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร อยู่ดีๆ พูดจาอ้ำอึ้ง ฟังไม่รู้เรื่อง นึกคำศัพท์ง่ายๆ ไม่ ออก หรือแม้แต่ฟังคนอื่นพูดแล้วไม่เข้าใจว่าเขาพูดอะไร อาการทางสมองส่วนที่ควบคุมการใช้ภาษาแบบนี้ มักจะมาพร้อมกับอาการหน้าเบี้ยวหรือแขนขาอ่อนแรงเสมอ หากคนในบ้านมีอาการพูดไม่ชัดกะทันหัน ให้ตั้งข้อสันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นในสมอง
อาการปวดหัวรุนแรงที่สุดในชีวิตที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ทุกคนเคยปวดหัวจากการเครียดหรือไมเกรน แต่การปวดหัวที่เป็นสัญญาณเตือนอันตรายทางระบบประสาท จะเป็นอาการปวดแบบฉับพลันและรุนแรงชนิดที่เรียกว่า Thunderclap headache หรือปวดหัวเหมือนมีใครเอาค้อนมาทุบหัวอย่างแรงจนสะดุ้งตื่น อาการปวดหัวแบบนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของเส้นเลือดในสมองโป่งพองแตก ซึ่งอันตรายถึงชีวิตและต้องการการผ่าตัดช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
เวียนหัวบ้านหมุน เดินเซ ควบคุมทรงตัวไม่ได้
อาการเวียนหัวทั่วไปอาจเกิดจากน้ำในหูไม่เท่ากันหรือพักผ่อนน้อย แต่ถ้าเวียนหัวร่วมกับอาการเดินเซ ยืนทรงตัวไม่อยู่ มองเห็นภาพซ้อน หรือชาตามใบหน้าร่วมด้วย อาการเหล่านี้ไม่ได้มาจากหูชั้นในธรรมดา แต่มาจากความผิดปกติของสมองส่วนท้ายทอยหรือก้านสมอง ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการทรงตัวโดยตรง
วิธีประเมินอาการเบื้องต้นด้วยตัวเองก่อนไปโรงพยาบาล
หากคุณสงสัยว่าคนใกล้ตัวกำลังมีอาการผิดปกติทางระบบประสาท ให้ใช้หลักการประเมินง่ายๆ ดังนี้
- F - Face: สังเกตใบหน้า ยิ้มแล้วปากเบี้ยวไหม หลับตาได้สนิทหรือเปล่า
- A - Arm: ทดสอบกำลังแขน ยกแขนค้างไว้ 10 วินาที มีข้างใดตกลงมาไหม
- S - Speech: ลองให้พูดประโยคซ้ำๆ ฟังชัดไหม หรือเรียบเรียงคำพูดไม่ได้
- T - Time: ถ้าพบอาการเหล่านี้แม้แต่อาการเดียว ให้รีบพาไปโรงพยาบาลทันทีโดยเร็วที่สุด
นาทีชีวิต: ทำไมการมาถึงมือแพทย์ให้เร็วที่สุดถึงสำคัญที่สุด
ในทางการแพทย์ เรามีสิ่งที่เรียกว่าช่วงเวลาทองหรือ Golden Period โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดสมองตีบที่ถ้ารักษาทันภายใน 3-4.5 ชั่วโมงแรก โอกาสที่เซลล์สมองจะรอดตายและฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติจะมีสูงมาก การรอให้หายเองที่บ้านมีแต่จะทำให้เซลล์สมองเสียหายถาวร ดังนั้น การสังเกตอาการทางระบบประสาทที่ แม่นยำและตัดสินใจพามาพบแพทย์อย่างรวดเร็ว คือกุญแจสำคัญที่สุดที่จะช่วยลดความพิการและรักษาชีวิตเอาไว้ได้