เวลาที่ตรวจคนไข้ในห้องตรวจ หลายคนมักจะมาด้วยอาการชาตามมือตามเท้า หรืออาการปวดหัวเรื้อรังที่คิดว่าเป็นเพราะความเครียดจากการทำงาน แต่ในฐานะหมอ สิ่งหนึ่งที่คอยย้ำเตือนกับคนไข้เสมอคือ ร่างกายของเรามักจะมีวิธีส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าเสมอ โดยเฉพาะเรื่องของสมองและเส้นประสาท ซึ่งเป็นศูนย์กลางการทำงานของร่างกายทั้งหมด
การรู้เท่าทันและเข้าใจถึง การสังเกตอาการทางระบบประสาทที่ ผิดปกติ จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย เพราะความรวดเร็วในการสังเกตอาการอาจหมายถึงโอกาสในการรักษาที่ทันท่วงทีและลดความเสี่ยงจากภาวะอัมพฤกษ์อัมพาตได้
แรงตก ปากเบี้ยว ตามัว: สัญญาณเตือนเร่งด่วนที่สมองกำลังขอความช่วยเหลือ
อาการทางระบบประสาทที่อันตรายอันดับแรกที่หมอมักจะเจอและต้องรีบส่งโรงพยาบาลทันที คือกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นแบบฉับพลันทันที เช่น อยู่ดีๆ ก็ยกแขนไม่ขึ้น ขาไม่มีแรงข้างใดข้างหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด พูดไม่ชัด พูดไม่ออก หรือมุมปากตกข้างหนึ่งเวลาพยายามยิ้ม
อาการเหล่านี้มักเป็นสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง หรือที่เรารู้จักกันว่าสโตรก (Stroke) ซึ่งทุกนาทีมีความหมายมาก เซลล์สมองที่ขาดเลือดไปเลี้ยงจะตายลงอย่างรวดเร็ว หากคนใกล้ตัวหรือตัวเราเองมีอาการเหล่านี้แม้เพียงชั่วครู่แล้วหายไปเอง ก็ห้ามชะล่าใจเด็ดขาด เพราะนั่นอาจเป็นเตือนภัยครั้งใหญ่ที่กำลังจะตามมา
อาการปวดหัวชนิดรุนแรงแบบไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต
อาการปวดหัวเป็นเรื่องธรรมดาที่ใครๆ ก็เป็นได้จากการพักผ่อนน้อยหรือเครียด แต่หากวันหนึ่งเกิดอาการปวดหัวขึ้นมาอย่างกะทันหันและรุนแรงมาก ชนิดที่เรียกว่าปวดที่สุดในชีวิต ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต หรือมีอาการปวดหัวร่วมกับอาการอาพุ่ง คอแข็ง มองเห็นภาพซ้อน หรือมีไข้สูงร่วมด้วย
กรณีนี้หมอต้องขอให้รีบมาพบแพทย์โดยด่วน เพราะอาจไม่ใช่แค่ไมเกรนธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะเลือดออกในสมอง เส้นเลือดในสมองโป่งพองแตก หรือการติดเชื้อในเยื่อหุ้มสมอง ซึ่งเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาททันที
อาการชาหรืออ่อนแรงที่ลามขึ้นเรื่อยๆ ตามร่างกาย
อาการชาปลายนิ้วมือหรือนิ้วเท้า อาจเกิดจากการนั่งทับเส้นประสาทหรือพังผืดทับเส้นประสาทข้อมือได้ ซึ่งพบได้บ่อยและมักไม่รุนแรง แต่ถ้าอาการชาหรืออ่อนแรงนั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่นิ้วมือ แต่ค่อยๆ ลามขึ้นมาที่ข้อศอก หัวเข่า หรือลามขึ้นลำตัวอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วัน
ลักษณะอาการแบบนี้เป็นสิ่งที่เราต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจบ่งบอกถึงโรคของเส้นประสาทอักเสบ หรือความผิดปกติของไขสันหลัง ซึ่งหากปล่อยไว้ให้ลามไปถึงกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจ อาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้
เดินเซ ควบคุมการทรงตัวไม่ได้ หรือบ้านหมุนรุนแรง
เวลาที่ลุกขึ้นยืนแล้วรู้สึกว่าบ้านหมุนชั่วครู่ อาจเกิดจากหินปูนในหูชั้นในหลุด ซึ่งไม่อันตรายและรักษาหายได้ แต่ถ้าอาการเวียนหัวนั้นมาพร้อมกับอาการเดินเซ ควบคุมขาตัวเองไม่ได้ หยิบจับสิ่งของแล้วกะระยะพลาด ตาข้างใดข้างหนึ่งมองไม่เห็นชั่วขณะ หรือมีอาการชาที่ใบหน้าครึ่งซีกร่วมด้วย
อาการเหล่านี้บอกหมอได้ว่า ความผิดปกตินั้นไม่ได้อยู่ที่หู แต่อาจจะอยู่ที่สมองส่วนน้อย (Cerebellum) หรือก้านสมอง ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการทรงตัวและการทำงานอัตโนมัติของร่างกาย การตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องมือสร้างภาพในสมองจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
วิธีดูแลตัวเองและการสังเกตอาการเบื้องต้น
การหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวเองและคนในครอบครัวเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด หากพบความผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน แปลกไปจากเดิม หรือมีอาการหลายอย่างร่วมกัน ไม่ควรรอดูอาการที่บ้านจนเกินเวลา
จดจำหลักการง่ายๆ คือ ยิ่งพบแพทย์เร็ว โอกาสในการฟื้นตัวของสมองและระบบประสาทก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น สุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากการไม่ละเลยสัญญาณเล็กๆ ที่ร่างกายพยายามบอกเรา