ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

หลายครั้งที่หมอตรวจคนไข้ที่มีอาการเริ่มต้นเพียงแค่ผื่นคันธรรมดา หรือตุ่มน้ำใสจากโรคยอดฮิตอย่างอีสุกอีใส งูสวัด หรือแม้แต่รอยยุงกัดเล็กๆ แต่ผ่านไปไม่กี่วัน ผื่นเหล่านั้นกลับกลายเป็นแผลอักเสบขนาดใหญ่ ปวดบวมแดงร้อน และมีหนองไหล อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่ากำลังเกิดภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยมาก นั่นคือการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนบริเวณผิวหนังที่มีรอยโรคเดิมอยู่แล้ว ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษาอย่างถูกวิธี อาจทำให้แผลลุกลามจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้

ผิวหนังชั้นนอกเสียหาย: ประตูเปิดรับเชื้อโรคที่คาดไม่ถึง

ผิวหนังของคนเราเปรียบเสมือนกำแพงเมืองที่คอยปกป้องร่างกายจากสิ่งแปลกปลอมภายนอก เมื่อใดก็ตามที่มีผื่นคัน ตุ่มน้ำใส หรือแผลพุพองเกิดขึ้น กำแพงเมืองนี้จะเกิดรอยร้าวและอ่อนแอลง ยิ่งหากเราทนความคันไม่ไหวแล้วเผลอไปแกะเกา แผลจะยิ่งเปิดกว้างขึ้น ส่งผลให้เชื้อแบคทีเรียกลุ่มสแตฟิโลค็อกคัส (Staphylococcus) หรือสเตรปโตค็อกคัส (Streptococcus) ซึ่งปกติอาศัยอยู่บนผิวหนังชั้นนอกอยู่แล้ว สามารถแทรกซึมลึกเข้าไปในชั้นผิวหนังแท้ จนเกิดเป็นอาการอักเสบและติดเชื้อซ้ำซ้อนตามมา

อาการแบบไหนที่บอกว่า ผื่นและตุ่มน้ำของคุณเริ่มมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนบริเวณผิวหนังแล้ว?

การสังเกตความเปลี่ยนแปลงของผิวหนังเป็นเรื่องที่หมออยากเน้นย้ำให้คนไข้ทุกคนใส่ใจ หากพบว่าผื่นหรือตุ่มน้ำใสเดิมเริ่มมีอาการดังต่อไปนี้ แสดงว่าเชื้อแบคทีเรียเริ่มบุกรุกเข้าสู่ผิวหนังแล้ว:

  • อาการปวดบวมแดงร้อนรุนแรงขึ้น: จากเดิมที่อาจจะมีแค่ความรู้สึกคันหรือตึงผิว แต่กลับกลายเป็นความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนอย่างเห็นได้ชัด บริเวณรอบแผลเริ่มแดงเป็นวงกว้าง และเมื่อใช้หลังมือแตะจะรู้สึกว่าผิวบริเวณนั้นร้อนกว่าปกติ
  • เปลี่ยนจากน้ำใสกลายเป็นน้ำขุ่นหรือหนอง: ตุ่มน้ำใสที่เคยเป็นเม็ดใสๆ จะเริ่มเปลี่ยนสีเป็นขุ่น ข้นเหลือง หรือมีสะเก็ดแผลสีเหลืองทองคล้ายน้ำผึ้งแห้งกรังเกาะอยู่รอบๆ แผล ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของการติดเชื้อแบคทีเรีย
  • แผลแฉะลุกลามไม่ยอมแห้ง: แทนที่แผลจะค่อยๆ ตกสะเก็ดและแห้งไปตามธรรมชาติ แผลกลับมีน้ำเหลืองหรือหนองซึมตลอดเวลา และมีขนาดขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ
  • มีไข้ร่วมกับต่อมน้ำเหลืองโต: เมื่อร่างกายเริ่มไม่สามารถจำกัดวงการติดเชื้อได้ เชื้อแบคทีเรียอาจแพร่กระจายทำให้มีไข้ต่ำๆ ไปจนถึงไข้สูง และอาจคลำพบก้อนกดเจ็บบริเวณต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง เช่น บริเวณคอ รักแร้ หรือขาหนีบ

กลุ่มโรคผิวหนังที่มักเกิดภาวะแทรกซ้อนนี้ได้บ่อย

ในชีวิตประจำวัน มีโรคผิวหนังหลายชนิดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดอาการแทรกซ้อนนี้ ซึ่งหมอมักจะเน้นย้ำให้คนไข้กลุ่มนี้ระมัดระวังเป็นพิเศษ:

  • ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis): เนื่องจากคนไข้กลุ่มนี้จะมีเกราะป้องกันผิวหนังที่อ่อนแอและแห้งง่ายอยู่แล้ว ประกอบกับอาการคันที่รุนแรงทำให้ต้องเกาอยู่ตลอดเวลา จึงเกิดแผลถลอกและติดเชื้อซ้ำซ้อนได้ง่ายมาก
  • โรคอีสุกอีใสและงูสวัด: ตุ่มน้ำใสจากโรคกลุ่มนี้มักสร้างความทรมานจากอาการคันและปวดแสบปวดร้อน การดูแลสุขอนามัยที่ไม่ดีพอหรือการจงใจบ่งตุ่มน้ำให้แตกเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้แบคทีเรียเข้าสู่แผล
  • แผลจากแมลงสัตว์กัดต่อย: หลายคนคิดว่าเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย แต่รอยยุงกัดที่ถูกเกาจนถลอกในเด็กเล็ก มักลุกลามกลายเป็นแผลพุพองมีหนองได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากเล็บที่สกปรก

วิธีปฐมพยาบาลและดูแลแผลเบื้องต้นด้วยตัวเองที่บ้าน

หากเริ่มสังเกตเห็นตุ่มน้ำใสหรือผื่นคัน และต้องการป้องกันไม่ให้เกิดการอักเสบลุกลาม หมอแนะนำให้ปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้:

  • ห้ามแกะ เกา หรือเจาะสะกิดตุ่มน้ำเด็ดขาด: การทำให้ตุ่มน้ำแตกเป็นการเปิดช่องทางด่วนให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายโดยตรง หากรู้สึกคันมากให้ใช้วิธีประคบเย็นเบาๆ หรือทายาคาราไมล์เพื่อช่วยบรรเทาอาการ
  • รักษาความสะอาดของผิวหนังอย่างเบามือ: อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อนๆ ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมหรือสารเคมีรุนแรง จากนั้นใช้ผ้าขนหนูสะอาดซับเบาๆ ห้ามถูแรงๆ
  • ล้างแผลด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อ: หากตุ่มน้ำแตกออกแล้ว ให้ใช้น้ำเกลือสำหรับล้างแผลชุบสำลีเช็ดคราบน้ำเหลืองหรือเศษเนื้อตายออกอย่างเบามือ หลีกเลี่ยงการใช้แอลกอฮอล์เข้มข้นทาลงบนแผลโดยตรงเพราะจะทำให้เนื้อเยื่อระคายเคืองและหายช้าลง
  • ตัดเล็บให้สั้นและรักษาความสะอาดของมือ: โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ การตัดเล็บให้สั้นจะช่วยลดความรุนแรงจากการเผลอเกาในขณะหลับได้เป็นอย่างดี

เมื่อไหร่ที่คุณควรรีบมาพบหมอเพื่อรับการรักษา?

แม้ว่าการดูแลตัวเองเบื้องต้นจะช่วยได้ในระยะแรก แต่หากพบว่ารอยแดงรอบแผลขยายวงกว้างอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง แผลเริ่มมีกลิ่นเหม็น มีหนองไหลออกมาไม่หยุด หรือเริ่มมีไข้และหนาวสั่น อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณว่าการติดเชื้ออาจลุกลามเข้าสู่ชั้นผิวหนังลึก (Cellulitis) ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์โดยด่วนเพื่อรับยาปฏิชีวนะ ทั้งในรูปแบบยาทาเฉพาะที่หรือยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานอย่างเหมาะสม การรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดและช่วยให้ผิวหนังกลับมาแข็งแรงสมบูรณ์ได้เร็วที่สุด

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down