เจ็บโคนนิ้วโป้ง ลามไปข้อมือ เกิดจากอะไรกันแน่?
เวลาขยับนิ้วหัวแม่มือ ไม่ว่าจะตอนกดแป้นพิมพ์ พิมพ์ข้อความบนโทรศัพท์มือถือ บิดผ้า หรือยกแก้วน้ำ หากรู้สึกปวดแปล๊บขึ้นมาบริเวณโคนนิ้วโป้งตรงข้างข้อมือ อาการเหล่านี้คือสัญญาณเตือนเบื้องต้นของ โรคเอ็นอักเสบปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบเดอกาแวง (De Quervain's Tenosynovitis) ซึ่งเป็นอาการอักเสบของเส้นเอ็นและปลอกหุ้มเส้นเอ็นบริเวณข้อมือฝั่งนิ้วโป้ง
โดยธรรมชาติแล้ว เส้นเอ็นเหยียดนิ้วโป้งจะวิ่งผ่านช่องเล็กๆ บริเวณข้อมือซึ่งมีปลอกหุ้มเอ็นคอยดูดซับแรงกระแทกและช่วยให้เอ็นเคลื่อนที่ได้อย่างลื่นไหล แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการใช้งานข้อมือและนิ้วโป้งในท่าเดิมซ้ำๆ เป็นเวลานาน เส้นเอ็นจะเกิดการเสียดสีกับปลอกหุ้มเอ็นเรื้อรัง จนเกิดอาการบวม อักเสบ และหนาตัวขึ้น ส่งผลให้เส้นเอ็นเคลื่อนผ่านได้ลำบาก เกิดเป็นความรู้สึกปวดตึง ยึด หรือติดขัดเวลาเคลื่อนไหวนิ้วโป้ง
ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคเอ็นอักเสบปลอกหุ้มเอ็นข้อมือเดอกาแวง?
แม้ว่าโรคนี้จะเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกวัย แต่จากประสบการณ์การรักษา หมอมักจะพบผู้ป่วยในกลุ่มต่อไปนี้มากเป็นพิเศษ:
- คุณแม่เพิ่งคลอดบุตรหรือผู้เลี้ยงเด็ก: มักต้องใช้นิ้วโป้งและข้อมือรับน้ำหนักตัวเด็กขณะอุ้มช้อนตัว จึงมักถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ปวดข้อมือคุณแม่"
- คนทำงานออฟฟิศและสายไอที: กลุ่มที่ต้องพิมพ์งาน ใช้เมาส์ หรือไถหน้าจอสมาร์ตโฟนด้วยนิ้วโป้งเป็นเวลานานติดต่อกันหลาย hour
- แม่บ้านและผู้ประกอบอาชีพที่ต้องใช้มือต่อเนื่อง: เช่น งานบิดผ้า หั่นผัก ยกของหนัก หรืองานช่างที่ต้องใช้แรงข้อมือซ้ำๆ
- นักกีฬาบางประเภท: เช่น แบดมินตัน เทนนิส กอล์ฟ หรือยกน้ำหนัก ที่ต้องเกร็งข้อมือและจับอุปกรณ์แน่นตลอดเวลา
- กลุ่มเพศหญิงวัย 30-50 ปี: สถิติพบว่าเพศหญิงมีความเสี่ยงสูงกว่าเพศชายหลายเท่า ตัวแปรเรื่องการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนก็มีส่วนทำให้ปลอกหุ้มเอ็นเกิดการอักเสบได้ง่ายขึ้น
ลองทำท่านี้ดู! วิธีเช็กเบื้องต้นด้วยตัวเองว่าข้อมืออักเสบหรือยัง
ถ้าสงสัยว่าอาการปวดข้อมือที่เป็นอยู่ใช่โรคนี้หรือไม่ สามารถทดสอบเบื้องต้นได้ง่ายๆ ด้วยวิธีที่เรียกว่า Finkelstein Test ดังนี้:
ให้แบมือออก นำนิ้วหัวแม่มือพับเข้ามาในฝ่ามือ แล้วกำนิ้วอีก 4 นิ้วที่เหลือทับนิ้วหัวแม่มือไว้ จากนั้นค่อยๆ เอียงข้อมือไปทางฝั่งนิ้วก้อย (เอียงลงด้านล่าง) หากทำท่านี้แล้วรู้สึกปวดตึงหรือปวดแปล๊บอย่างรุนแรงบริเวณโคนนิ้วโป้งตรงข้อมือ มีโอกาสสูงมากที่ปลอกหุ้มเอ็นข้อมือจะกำลังเกิดการอักเสบอยู่
วิธีรักษาจากหมอ ตั้งแต่ดูแลตัวเองจนถึงการรักษาทางแพทย์
1. การปรับพฤติกรรมและการพักใช้งานข้อมือ
หัวใจสำคัญที่สุดของการรักษาโรคเอ็นอักเสบปลอกหุ้มเอ็นข้อมือ คือการหยุดพักใช้งานข้อมือข้างที่ปวด ลดการเกร็งนิ้วโป้ง และหลีกเลี่ยงท่าทางที่ทำให้เกิดการเสียดสี เช่น การงอหรือเกร็งนิ้วโป้งซ้ำๆ การใส่อุปกรณ์พยุงข้อมือและนิ้วโป้ง (Thumb Spica Splint) จะช่วยจำกัดการเคลื่อนไหว ลดการอักเสบ และช่วยให้เส้นเอ็นได้พักฟื้นอย่างเต็มที่
2. วิธีประคบเย็นและยารักษาอาการปวดอักเสบ
ในระยะแรกที่มีอาการปวดบวมแดงร้อน ให้ใช้การประคบเย็นบริเวณโคนนิ้วโป้งครั้งละ 15-20 นาที วันละ 3-4 ครั้ง เพื่อลดการบวมและอักเสบ ร่วมกับการใช้ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ทั้งรูปแบบยาทาเฉพาะที่หรือยารับประทานตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดตึง
3. การทำกายภาพบำบัดและยืดเหยียดเส้นเอ็น
เมื่ออาการปวดระยะรุนแรงเริ่มลดลง การทำกายภาพบำบัดด้วยคลื่นอัลตราซาวนด์จะช่วยลดการอักเสบในชั้นลึก ร่วมกับการออกกำลังกายยืดเหยียดเส้นเอ็นและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อข้อมืออย่างถูกวิธี จะช่วยให้ปลอกหุ้มเอ็นยืดหยุ่นดีขึ้นและลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ
4. เมื่อไหร่ที่ต้องพิจารณาการฉีดยาสเตียรอยด์หรือการผ่าตัด?
หากดูแลตัวเองและกินยาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าบริเวณปลอกหุ้มเอ็นโดยตรง ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในการลดการอักเสบเรื้อรัง ส่วนการผ่าตัดจะเป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ปลอกหุ้มเอ็นหนาตัวมากจนนิ้วล็อก หรือรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล โดยจะเป็นการผ่าตัดเล็กเพื่อผ่าเปิดปลอกหุ้มเอ็น ให้เส้นเอ็นเคลื่อนตัวได้สะดวกโดยไม่ติดขัด
ปรับพฤติกรรมอย่างไร ไม่ให้โรคเอ็นอักเสบปลอกหุ้มเอ็นข้อมือกลับมาเป็นซ้ำ
การป้องกันไม่ให้อาการปวดข้อมือกลับมาทำลายคุณภาพชีวิต ทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น:
- สลับไปใช้มืออีกข้างในการถือสมาร์ตโฟน หรือใช้ฟังก์ชันพิมพ์ด้วยเสียงแทนการกดพิมพ์ด้วยนิ้วโป้งเป็นเวลานาน
- จัดสรีระในการทำงานให้เหมาะสม วางข้อมือให้อยู่ในแนวตรง ไม่หักข้อมือขึ้นหรือลงมากเกินขณะพิมพ์งาน
- พักการใช้งานข้อมือทุกๆ 30-45 นาที โดยการสลัดมือเบาๆ หรือยืดเหยียดกล้ามเนื้อแขนและข้อมือ
- ปรับเปลี่ยนท่าทางการอุ้มเด็ก โดยใช้วิธีช้อนอุ้มจากใต้ข้อพับแขนหรือลำตัว แทนการใช้นิ้วโป้งหนีบรับน้ำหนัก
อาการปวดข้อมือจากโรคเดอกาแวงสามารถรักษาให้หายดีได้ หากได้รับแนวทางการดูแลที่ถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ หากลองปรับการใช้งานและพักข้อมือแล้วอาการปวดย้ำๆ ยังไม่ดีขึ้น ควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจ診และรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป