หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับคำว่าช็อกจากการเสียเลือดเวลาเกิดอุบัติเหตุ แต่ในโลกของการแพทย์ยังมีภาวะช็อกอีกรูปแบบหนึ่งที่น่ากลัวไม่แพ้กัน นั่นคือภาวะช็อกจากการสูญเสียพลาสมา ซึ่งมักพบได้ในโรคไข้เลือดออกขั้นรุนแรง หรือภาวะที่หลอดเลือดมีความผิดปกติจนยอมให้น้ำเหลืองและส่วนประกอบของเลือดรั่วซึมออกนอกผนังหลอดเลือดอย่างรวดเร็ว
เมื่อน้ำในระบบไหลเวียนโลหิตลดลงอย่างฮวบฮาบ ความดันโลหิตก็จะดิ่งลง อวัยวะสำคัญเริ่มขาดเลือดไปเลี้ยง คนไข้จะมีอาการซึม ตัวเย็น ชีพจรเบาและเร็ว ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยสีแดงเข้มที่ต้องส่งตัวเข้าหอผู้ป่วยวิกฤต หรือห้องไอซียู (ICU) ทันที เพื่อให้ทีมแพทย์และพยาบาลดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา
ช่วงเวลาวิกฤตที่ต้องเฝ้าระวังน้ำและเกลือแร่แบบนาทีต่อนาที
ทันทีที่คนไข้ก้าวเข้ามาในห้องไอซียู สิ่งแรกที่ทีมแพทย์ต้องทำไม่ใช่การให้ยาชุดใหญ่ แต่เป็นการกู้คืนปริมาตรน้ำในหลอดเลือดกลับคืนมาก่อน เปรียบเสมือนการเติมน้ำลงในถังที่กำลังรั่ว เพื่อรักษาความดันไม่ให้ตกจนช็อกหมดสติ
หมอและพยาบาลจะต้องคำนวณสารน้ำที่ต้องให้ทางหลอดเลือดดำอย่างละเอียดแม่นยำ โดยอาศัยการประเมินจากหลายปัจจัยร่วมกัน ดังนี้
- การวัดความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจทุกๆ 15 ถึง 30 นาที
- การตรวจความเข้มข้นของเลือด หรือค่าฮีมาโตคริต เพื่อดูว่าพลาสต้ารั่วออกไปมากแค่ไหนแล้ว
- การใส่สายสวนปัสสาวะเพื่อตวงปริมาตรปัสสาวะแบบรายชั่วโมง เพราะปัสสาวะคือกระจกสะท้อนการทำงานของไตและปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะภายใน
การเลือกสารน้ำชดเชยระหว่างน้ำเกลือกับสารน้ำโมเลกุลใหญ่
ในการรักษาภาวะนี้ แพทย์จะไม่สามารถให้แค่สารน้ำธรรมดาได้เหมือนคนไข้ท้องเสียทั่วไป เพราะน้ำเกลือธรรมดามักจะรั่วออกนอกหลอดเลือดได้ง่ายเนื่องจากผนังหลอดเลือดมีความยอมให้ซึมผ่านสูงในเวลานั้น
ดังนั้น หมอจึงต้องพิจารณาให้สารน้ำที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่าคอลลอยด์ ร่วมกับสารน้ำกลุ่มอิเล็กโทรไลต์ เพื่อดึงและกักเก็บน้ำให้อยู่ในระบบหลอดเลือดให้ได้นานที่สุด การเลือกชนิดและปริมาณสารน้ำจึงต้องอาศัยประสบการณ์และความเข้าใจกลไกของโรคอย่างลึกซึ้ง เพราะหากให้น้อยเกินไปคนไข้จะยังช็อกอยู่ แต่ถ้าให้มากเกินไปเมื่อพลาสมาเริ่มไหลกลับเข้าสู่หลอดเลือดเองตามธรรมชาติ อาจทำให้เกิดภาวะน้ำเกิน ปอดบวมน้ำ และหายใจไม่ออกตามมาได้
การตรวจติดตามสัญญาณชีพและห้องปฏิบัติการอย่างเข้มข้น
การดูแลคนไข้ในห้องไอซียูที่มีภาวะนี้ ไม่ได้จบลงแค่การเปิดน้ำเกลือแล้วปล่อยทิ้งไว้ แต่ทีมแพทย์ต้องอ่านเกมล่วงหน้าอยู่ตลอดเวลา ผ่านเครื่องมือติดตามการทำงานของหัวใจและความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด
นอกจากนี้ยังต้องเจาะเลือดตรวจซ้ำเป็นระยะ เพื่อประเมินสมดุลของกรด-ด่างในร่างกาย การทำงานของตับและไต รวมถึงระดับเกลือแร่ต่างๆ เพราะเมื่อร่างกายเกิดภาวะช็อก เซลล์ต่างๆ เริ่มขาดออกซิเจนและอาจนำไปสู่ภาวะอวัยวะล้มเหลวหลายระบบได้ หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที
สัญญาณเตือนว่าอาการเริ่มปลอดภัยและเตรียมย้ายออกจากห้องไอซียู
ข่าวดีที่สุดสำหรับคนไข้และญาติ คือการที่ร่างกายเริ่มดูดซึมน้ำเหลืองที่เคยรั่วตามช่องท้องหรือเยื่อหุ้มปอด กลับคืนเข้าสู่ระบบหลอดเลือดอีกครั้ง ซึ่งช่วงเวลานี้มักจะเกิดขึ้นหลังผ่านพ้นวิกฤตไปประมาณ 24 ถึง 48 ชั่วโมง
สัญญาณที่แพทย์ใช้ตัดสินใจว่าคนไข้พ้นขีดอันตรายและพร้อมออกจากห้องไอซียู ได้แก่
- ความดันโลหิตและชีพจรกลับมาstable หรือคงที่เองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสารน้ำปริมาณมากๆ อีกต่อไป
- ค่าความเข้มข้นของเลือดลดลงมาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงปกติ
- ปริมาณปัสสาวะออกดีต่อเนื่อง แสดงว่าเลือดไปเลี้ยงไตเพียงพอ
- คนไข้รู้สึกตัวดี หายใจเหนื่อยน้อยลง และไม่มีภาวะแทรกซ้อนเรื่องน้ำเกินในปอด
ภาวะช็อกจากการสูญเสียพลาสมาเป็นภาวะที่เฉียบพลันและอันตรายถึงชีวิต แต่ด้วยความก้าวหน้าของการดูแลรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต การติดตามอาการอย่างใกล้ชิด และการตัดสินใจที่แม่นยำของทีมแพทย์ ทำให้คนไข้ส่วนใหญ่สามารถผ่านพ้นช่วงเวลานาทีวิกฤตและกลับคืนสู่้อมกอดของครอบครัวได้อย่างปลอดภัย