ช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่หลายคนเดินเข้ามาปรึกษาที่ห้องตรวจด้วยความเหนื่อยใจ ลูกรักที่เคยเลี้ยงง่าย เริ่มมีอาการหงุดหงิดง่าย เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เดี๋ยวหัวเราะอยู่ดีๆ ก็ร้องไห้โกรธเกรี้ยวขึ้นมาซะอย่างนั้น จนบางทีคนเลี้ยงก็ตั้งรับไม่ทัน ภาวะอารมณ์แปรปรวนในวัยเด็กเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยและสร้างความกังวลใจให้ครอบครัวไม่น้อย วันนี้หมออยากชวนมาทำความเข้าใจเรื่องนี้กันแบบลึกซึ้งแต่เข้าใจง่าย ว่าจริงๆ แล้วเกิดอะไรขึ้นในสมองดวงน้อยๆ ดวงนี้ และเราจะช่วยเหลือเขาได้อย่างไรบ้าง
เข้าใจโลกข้างใน: ทำไมลูกถึงอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ แบบนี้?
เวลาที่เราเห็นเด็กแสดงอารมณ์รุนแรง เกินเบอร์ หรือเปลี่ยนอารมณ์เร็วจนน่าตกใจ สิ่งแรกที่หมออยากให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจคือ สมองส่วนหน้าของเด็ก ซึ่งมีหน้าที่ในการควบคุมอารมณ์ ยับยั้งชั่งใจ และใช้เหตุผล ยังพัฒนาไม่เต็มที่ครับ เปรียบเสมือนระบบเบรกของรถยนต์ที่ยังทำงานได้ไม่ดีนัก ในขณะที่สมองส่วนที่จัดการเรื่องอารมณ์และความกลัวทำงานอย่างเต็มกำลัง ดังนั้น เมื่อเด็กเจอเรื่องที่ไม่ได้ดั่งใจ ความเครียด ความเหนื่อยล้า หรือแม้แต่ความหิว อารมณ์จึงระเบิดออกมาได้ง่ายโดยที่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้วิธีจัดการเช่นกัน
แยกให้ออกระหว่างพฤติกรรมตามวัยกับสัญญาณที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
การที่เด็กมีอารมณ์หงุดหงิด งอแง หรืออาละวาดบ้าง เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตตามพัฒนาการ โดยเฉพาะในช่วงวัยทองของเด็ก (Toddler Tantrums) หรือช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่วัยรุ่น แต่ภาวะอารมณ์แปรปรวนในวัยเด็กที่หมออยากให้สังเกตให้ดี จะมีความรุนแรงและเรื้อรังกว่านั้นครับ
สัญญาณเตือนที่ฟ้องว่าอารมณ์ลูกอาจกำลังส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ
- อารมณ์เปลี่ยนแปลงฉับพลันอย่างไร้เหตุผล และเกิดขึ้นบ่อยมากในแต่ละวัน
- มีพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง ทำลายข้าวของ หรือก้าวร้าวรุนแรงเกินกว่าวัย
- กระทบต่อการเรียน การเข้าสังคมกับเพื่อน และบรรยากาศในครอบครัวอย่างชัดเจน
- มีความวิตกกังวล ซึมเศร้า หรือแยกตัวออกจากกิจกรรมที่เคยชอบ
ปัจจัยอะไรบ้างที่สะกิดต่อมระเบิดอารมณ์ของเด็ก
อารมณ์ที่แปรปรวนไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ ครับ แต่มักจะมีตัวกระตุ้นซ่อนอยู่เสมอ ซึ่งในฐานะผู้ใกล้ชิด เราต้องลองสังเกตหาต้นตอให้เจอ
- ความเครียดรอบตัว: ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในครอบครัว การปรับตัวเข้าโรงเรียนใหม่ หรือแรงกดดันเรื่องการเรียน
- การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ: เด็กที่นอนน้อยมักจะมีฮอร์โมนความเครียดสูง ทำให้ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ยากมากเป็นพิเศษ
- การใช้หน้าจอมากเกินไป: แสงสีฟ้าและเนื้อหาที่รวดเร็วจากหน้าจอมือถือหรือแท็บเล็ต มีผลโดยตรงต่อการทำงานของสมองส่วนควบคุมอารมณ์
- ปัญหาทางสุขภาพกาย: บางครั้งอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ที่เด็กสื่อสารออกมาไม่ได้ ก็กลายเป็นการแสดงออกทางอารมณ์แทน
แนวทางรับมือและวิธีดูแลจิตใจลูกเมื่ออารมณ์ดิ่งหรือพุ่งสูง
เมื่อลูกกำลังมีอารมณ์แปรปรวน สิ่งที่หมอแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ปฏิบัติเสมือนคาถาประจำใจคือ การตั้งสติและเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ลูก
เทคนิคการจัดการเฉพาะหน้าเมื่อลูกสติหลุด
อย่าใช้อารมณ์เข้าสู้กับอารมณ์เด็ดขาด เพราะจะยิ่งราดน้ำมันลงบนกองไฟ ให้ใช้วิธีลดการกระตุ้น พาเขาออกมาจากสถานการณ์ตรงนั้น นั่งลงในที่เงียบๆ และใช้ภาษากายที่อบอุ่น เช่น การโอบกอด (ถ้าเขายอม) หรือการนั่งอยู่ข้างๆ โดยไม่ต้องพูดอะไรมากมาย รอจนกว่าพายุอารมณ์จะสงบลง ค่อยพูดคุยกันด้วยเหตุผล
การสร้างเกราะป้องกันอารมณ์ในระยะยาว
เราสามารถช่วยฝึกสมองส่วนควบคุมอารมณ์ของลูกให้แข็งแรงขึ้นได้ ผ่านกิจวัตรประจำวัน กำหนดเวลาการใช้หน้าจอให้ชัดเจน ส่งเสริมให้เขาได้วิ่งเล่นปลดปล่อยพลังงานกลางแจ้ง และที่สำคัญที่สุดคือการเป็นแบบอย่างในการจัดการอารมณ์ของตัวคุณพ่อคุณแม่เอง เพราะเด็กเรียนรู้จากการมองเห็นมากกว่าคำสอน
เมื่อไหร่ควรพาลูกไปปรึกษาจิตแพทย์เด็กหรือผู้เชี่ยวชาญ
หากคุณพ่อคุณแม่ลองปรับเปลี่ยนวิธีดูแลแล้ว แต่อาการอารมณ์แปรปรวนของลูกยังคงรุนแรงต่อเนื่อง เริ่มทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น และสร้างความทุกข์ให้กับตัวเด็กเองอย่างเห็นได้ชัด การพามาพบกุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม หรือจิตแพทย์เด็ก ถือเป็นทางเลือกที่ถูกต้องและไม่ใช่เรื่องน่าอายครับ การได้รับการประเมินและช่วยเหลืออย่างถูกวิธีตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้เครื่องมือในการจัดการอารมณ์ และเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพจิตที่แข็งแรง