เรื่องเล่าจากห้องตรวจ เมื่อการกินไม่ใช่แค่การกินอีกต่อไป
หลายครั้งที่ตนนั่งฟังคนไข้เล่าเรื่องราวในชีวิตประจำวัน สิ่งหนึ่งที่มักซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มและความสำเร็จคือความลับเรื่องการกิน หลายคนเดินเข้ามาด้วยความทุกข์ใจว่าตัวเองควบคุมการกินไม่ได้เลย พอกินเข้าไปแล้วกลับรู้สึกผิดมหาศาลจนต้องแอบไปทำอะไรบางอย่างเพื่อให้,อาหาร,เหล่านั้นหลุดออกไปจากร่างกาย
อาการแบบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการตามใจปากหรือนิสัยส่วนตัว แต่เป็นร่องรอยของโรคกินไม่หยุดสลับกับการขับออก หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่าโรค Bulimia Nervosa ซึ่งเป็นภาวะทางจิตใจที่ซับซ้อนและต้องการความเข้าใจอย่างลึกซึ้งจากคนรอบข้าง
โรค Bulimia Nervosa คืออะไร และหน้าตาของพฤติกรรมเป็นอย่างไร
ในมุมมองของแพทย์ โรคนี้ไม่ได้หมายถึงแค่การกินเยอะในมื้อบุฟเฟ่ต์แล้วรู้สึกแน่นท้อง แต่ใจความสำคัญอยู่ที่วงจรพฤติกรรมสองขั้นตอนที่เกิดขึ้นวนเวียนซ้ำๆ จนกลายเป็นความทุกข์ทรมาน
ขั้นตอนแรกคือช่วงเวลาที่สูญเสียการควบคุม (Binge Eating) ผู้ป่วยจะรู้สึกอยากกินอาหารปริมาณมากๆ อย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น บางครั้งกินแม้ว่าจะไม่ได้หิว หรือกินจนแน่นอึดอัดจนปวดท้อง แต่ก็หยุดมือไม่ได้ ความรู้สึกในช่วงนี้มักเต็มไปด้วยความอับอายและความไร้พลัง
ขั้นตอนที่สองคือความพยายามล้างบางสิ่งที่เพิ่งกินเข้าไป (Purging) เพื่อไม่ให้น้ำหนักขึ้นหรือเพื่อลดความรู้สึกผิดพะวงในใจ วิธีการที่พบบ่อยได้แก่การใช้วิธีทำให้อาเจียน การใช้ยาระบาย ยาขับปัสสาวะอย่างหนัก หรือการอดอาหารและออกกำลังกายอย่างหักโหมในภายหลัง
สัญญาณเตือนรอบตัว ที่บอกว่าคนที่เรารักกำลังเผชิญปัญหานี้
การสังเกตโรคนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นคนที่ดูปกติทั่วไป รูปร่างอาจจะผอมหรือปกติ และพวกเขามักจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับสุดยอด แต่หากสังเกตดีๆ จะมีร่องรอยบางอย่างที่หลุดออกมาให้เห็น
พฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป
- มักจะหายตัวไปเข้าห้องน้ำทันทีหลังมื้ออาหารทุกครั้ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แอบไปทำให้อาเจียน
- พบปริมาณอาหารจำนวนมากหายไปจากตู้เย็นในเวลาอันสั้น หรือเจอห่อขนมและเศษอาหารซ่อนอยู่ตามห้องนอน
- หมกมุ่นอยู่กับการชั่งน้ำหนักและการส่องกระจกเพื่อสำรวจรูปร่างตัวเองตลอดเวลา
- มีความกังวลอย่างรุนแรงเมื่อต้องร่วมโต๊ะอาหารกับผู้อื่น หรือพยายามหลีกเลี่ยงงานสังสรรค์ที่มีเรื่องอาหารเข้ามาเกี่ยวข้อง
ผลกระทบเงียบๆ ที่ร่างกายและจิตใจต้องแบกรับ
การทำร้ายร่างกายผ่านวงจรการกินและการขับออกซ้ำๆ ส่งผลเสียต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด ในระยะยาว ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนผ่านความผิดปกติหลายอย่างที่บางคนอาจคาดไม่ถึง
กรดในกระเพาะอาหารที่ถูกดันขึ้นมาบ่อยครั้งจะทำลายเคลือบฟัน ทำให้ฟันผุและเสียวฟันได้ง่าย ต่อมน้ำลายบริเวณแก้มอาจบวมโตจนทำให้ใบดูกลมขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ นอกจากนี้ความไม่สมดุลของเกลือแร่ในร่างกายจากการอาเจียนหรือใช้ยาระบาย อาจส่งผลกระทบต่อจังหวะการเต้นของหัวใจ ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ในด้านจิตใจ ผู้ป่วยมักเผชิญกับภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และความรู้สึกเกลียดชังตัวเอง ซึ่งสร้างความเหนื่อยล้าให้กับจิตใจอย่างมากในแต่ละวัน
วิธีเยียวยาและก้าวข้ามผ่านวงจรนี้ไปด้วยกัน
ข่าวดีคือโรคนี้สามารถรักษาให้หายได้ และการเริ่มต้นพูดคุยกับแพทย์หรือจิตแพทย์คือประตูบานแรกที่สำคัญที่สุด การรักษามักผสมผสานระหว่างการพูดคุยบำบัดทางจิตวิทยา เพื่อช่วยปรับมุมมองต่อรูปร่างตัวเองและความสัมพันธ์ที่มีต่ออาหาร ร่วมกับการดูแลสุขภาพกายอย่างใกล้ชิด
สำหรับคนรอบข้าง สิ่งที่มีค่าที่สุดคือการรับฟังโดยปราศจากการตัดสิน เลิกทักเรื่องรูปร่างหรือการกินของพวกเขาในเชิงลบ และสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้พวกเขารู้สึกว่ายังมีคนที่รักและพร้อมเดินเคียงข้างในวันที่ร่างกายและจิตใจอ่อนล้า