ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

หลายครอบครัวมักเริ่มต้นด้วยความสบายใจ คิดว่าลูกน้อยหรือผู้สูงอายุในบ้านเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา มีน้ำมูก ไอเล็กน้อย แต่เพียงไม่กี่วันต่อมา อาการกลับแย่ลงอย่างรวดเร็ว หายใจหอบเหนื่อย อกบ๋อม และไข้สูงขึ้นอย่างน่าตกใจ นี่คือภาพเหตุการณ์ที่หมอพบบ่อยมากในห้องฉุกเฉิน ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของภาวะปอดบวมแทรกซ้อนจากการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) ที่ลุกลามจากทางเดินหายใจส่วนบนลงสู่ปอด

จากหวัดตัวร้ายกลายเป็นปอดบวม ไวรัส RSV ทำอันตรายระบบหายใจได้อย่างไร?

ตามปกติแล้ว ไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus: RSV) มักจะก่อให้เกิดอาการอักเสบในทางเดินหายใจส่วนบน เช่น จมูกและคอ แต่ในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถเดินทางลึกลงไปจนถึงทางเดินหายใจส่วนล่าง ส่งผลให้เกิดภาวะปอดบวมแทรกซ้อนจากการติดเชื้อตามมา

เมื่อเชื้อลงไปถึงหลอดลมฝอยและถุงลม ร่างกายจะสร้างตอบสนองด้วยการอักเสบอย่างรุนแรง ทำให้เยื่อบุหลอดลมบวมขึ้น เซลล์บุผิวหลุดลอก รวมกับเสมหะที่หนาเหนียวเข้าไปอุดกั้นทางเดินหายใจขนาดเล็ก ส่งผลให้ถุงลมไม่สามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยจึงต้องทำงานหนักในการหายใจมากขึ้นเพื่อดึงอากาศเข้าสู่ร่างกาย

อาการแบบไหนที่บอกว่า RSV เริ่มลามลงปอดแล้ว?

การแยกแยะระหว่างไข้หวัดธรรมดากับภาวะปอดบวมเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะช่วงเวลาที่ได้รับการตรวจรักษาอย่างทันท่วงทีมีผลต่อการฟื้นตัวอย่างมาก อาการที่บ่งบอกว่าเชื้อเริ่มลามลงปอด มีดังนี้

  • หายใจเร็วและหอบเหนื่อย: อัตราการหายใจถี่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผู้ป่วยอาจดูเหนื่อยหอบแม้ขณะนอนพัก
  • ใช้แรงในการหายใจมากผิดปกติ: สังเกตได้จากปีกจมูกบานขณะหายใจเข้า มีอาการร่องอกบ๋อม ซี่โครงบุ๋ม หรือหน้าท้องบุ๋มตามจังหวะการหายใจ
  • เสียงหายใจผิดปกติ: ได้ยินเสียงวี๊ด (Wheezing) หรือเสียงครืดคราดในอกเนื่องจากมีเสมหะและหลอดลมตีบ
  • ไอถี่และรุนแรง: มีอาการไอไอเป็นชุด ไอลึกจนหน้าดำหน้าแดง หรือไอจนอ้วก
  • ซึมและปฏิเสธอาหาร: เด็กจะไม่ยอมกินนมหรือน้ำ ส่วนผู้สูงอายุอาจมีอาการสับสน สึมลง หรือดื้อผิดปกติเนื่องจากระดับออกซิเจนในเลือดลดลง

กลุ่มเสี่ยงใกล้ตัว ใครบ้างที่มีโอกาสเกิดปอดบวมแทรกซ้อนสูง?

แม้ทุกคนจะสามารถติดเชื้อ RSV ได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเกิดภาวะปอดบวมแทรกซ้อน โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ ได้แก่

1. ทารกและเด็กเล็กช่วงอายุ 0-2 ปี

เนื่องจากโครงสร้างทางเดินหายใจและหลอดลมของเด็กเล็กยังมีขนาดแคบมาก อีกทั้งระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้เมื่อเกิดการบวมและมีเสมหะนิดหน่อย ก็สามารถอุดกั้นทางเดินหายใจได้ง่ายกว่าเด็กโต

2. ผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง (เช่น ถุงลมโป่งพอง หอบหืด) หรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ร่างกายจะกำจัดเชื้อไวรัสได้ช้า ทำให้การอักเสบลุกลามลงปอดได้ง่ายและรุนแรงกว่าคนทั่วไป

เมื่อเชื้อ RSV ลามลงปอด หมอมีขั้นตอนการวินิจฉัยและรักษาอย่างไร?

เมื่อผู้ป่วยมาพบหมอด้วยสงสัยภาวะปอดบวมแทรกซ้อนจากการติดเชื้อ หมอจะทำการประเมินเบื้องต้นด้วยการวัดระดับออกซิเจนในเลือด ฟังเสียงปอดด้วยหูฟังทางการแพทย์ และอาจส่งตรวจเพิ่มเติมดังนี้

  • การถ่ายภาพรังสีทรวงอก (X-ray): เพื่อดูเงาฝ้าขาวของการอักเสบในเนื้อปอด ช่วยยืนยันตำแหน่งและความรุนแรงของภาวะปอดบวม
  • การตรวจหาเชื้อไวรัส: ใช้การป้ายสิ่งส่งตรวจจากจมูก (Nasal swab) เพื่อยืนยันว่าเป็นการติดเชื้อ RSV หรือเชื้ออื่น

ในปัจจุบัน ยังไม่มียารักษาไวรัส RSV โดยตรงที่เป็นมาตรฐานทั่วไป การรักษาหลักจึงเป็นการรักษาตามอาการและประคบประคองระบบหายใจให้ผู้ป่วยผ่านพ้นช่วงวิกฤตไปได้ เช่น

  • การให้ออกซิเจน: สำหรับผู้ป่วยที่มีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ
  • การพ่นยาขยายหลอดลมและดูดเสมหะ: เพื่อช่วยให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้นและลดการทำงานในการหายใจ
  • การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ: ในกรณีที่ผู้ป่วยทานอาหารและน้ำได้น้อยจนเริ่มมีภาวะขาดน้ำ
  • การให้ยาปฏิชีวนะ: จะใช้ก็ต่อเมื่อหมอสงสัยหรือตรวจพบว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนซ้ำเติมเท่านั้น

แนวทางป้องกันและดูแลคนในบ้าน ให้ห่างไกลจากภาวะปอดอักเสบแทรกซ้อน

การป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อตั้งแต่แรกเป็นแนวทางที่ดีที่สุด โดยปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยที่เคร่งครัด

  • ล้างมือบ่อยๆ: ใช้ฟองสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ล้างมือก่อนสัมผัส เด็ก ผู้สูงอายุ หรือทำความสะอาดของใช้
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด: งดการหอมแก้ม จูบเด็กเล็ก หรือการพากลุ่มเสี่ยงไปในพื้นที่แออัดช่วงที่มีการระบาด
  • ทำความสะอาดของเล่นและของใช้ส่วนตัว: ไวรัส RSV สามารถอยู่ในสิ่งของได้นานหลายชั่วโมง การเช็ดทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเป็นประจำจะช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อได้
  • สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด: หากสมาชิกในบ้านมีอาการคล้ายไข้หวัด ควรแยกตัวและสวมหน้ากากอนามัย และหากพบอาการหายใจหอบเหนื่อยหรือซึมลง ต้องรีบมาพบแพทย์ทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down