ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

หลายคนมักคิดว่าอาการปวดหัวเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดจากการทำงานหนักหรือนอนดึก แต่ถ้าคุณเริ่มรู้สึกเหมือนมีเข็มขัดมารัดแน่นรอบศีรษะ อาการปวดตึงที่ต้นคอและบ่าลามขึ้นมาขมับ และเป็นแบบนี้เกือบทุกวันจนกินยาแก้ปวดเท่าไหร่ก็เอาไม่อยู่ นั่นอาจไม่ใช่แค่อาการปวดหัวธรรมดา แต่คือภาวะปวดศีรษะจากความเครียดเรื้อรังที่กำลังลุกลามจนถึงระดับรุนแรง

สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าคุณกำลังเผชิญกับปัญหานี้อยู่

ในฐานะหมอที่ตรวจคนไข้กลุ่มนี้บ่อยๆ อาการมักเริ่มต้นจากการตึงเครียดในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือความกดดันรอบตัว จนกล้ามเนื้อบริเวณรอบศีรษะ คอ และไหล่เกิดการหรดเกร็งตัวอย่างต่อเนื่อง ลักษณะอาการมักจะ:

  • ปวดตื้อๆ แน่นๆ บริเวณหน้าผาก ขมับ หรือท้ายทอยทั้งสองข้าง
  • รู้สึกเหมือนมีแรงบีบรัดรอบศีรษะตลอดเวลา
  • อาการปวดมักเป็นต่อเนื่องยาวนานหลายชั่วโมง หรือลากยาวไปหลายวัน
  • ไม่มีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนรุนแรงเหมือนไมเกรน แต่อาจรู้สึกรำคาญแสงหรือเสียงดังได้บ้าง

ต้นตอที่แท้จริงทำไมความเครียดถึงทำให้หัวระเบิดได้

เมื่อร่างกายและจิตใจเผชิญกับความเครียดสะสม สมองจะสั่งการให้กล้ามเนื้อทั่วร่างกายโดยเฉพาะส่วนบนเกร็งตัวโดยอัตโนมัติเพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ เมื่อกล้ามเนื้อค้างอยู่ในท่าเกร็งนานเข้า หลอดเลือดฝอยในบริเวณนั้นจะหดตัว ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองและกล้ามเนื้อได้ไม่ดี เกิดการคั่งของกรดแลคติกและสารสื่อประสาทที่กระตุ้นความเจ็บปวด ส่งสัญญาณตรงไปที่เส้นประสาทสมอง ทำให้เรารู้สึกปวดศีรษะตุๆ และยิ่งเครียดเพราะอาการปวด ก็ยิ่งไปกระตุ้นให้กล้ามเนื้อเกร็งมากขึ้น กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ตัดไม่ขาด

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างไรให้หลุดพ้นจากวงจรปวดเรื้อรัง

การรักษาภาวะนี้ให้ได้ผลระยะยาว ไม่ได้พึ่งพาแค่ยาแก้ปวดอย่างเดียว แต่ต้องแก้ที่ต้นเหตุของความตึงเครียดและการใช้ชีวิต:

  • จัดระเบียบท่านั่งทำงาน: หลีกเลี่ยงการก้มหน้ามองมือถือหรือเกร็งไหล่เข้าหาหูเป็นเวลานาน ควรลุกขึ้นยืดเหยียดกล้ามเนื้อทุกๆ 45 นาที
  • ฝึกเทคนิคผ่อนคลายกล้ามเนื้อ: การหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ หรือการทำสมาธิช่วยลดการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติส่วนที่กระตุ้นความตึงเครียด
  • ขยับร่างกายสม่ำเสมอ: การออกกำลังกายแบบแอโรบิกเบาๆ เช่น การเดินเร็ว หรือโยคะ ช่วยให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขและคลายกล้ามเนื้อได้ดี

วิธีใช้ยาและการรักษาทางการแพทย์เมื่ออาการรุนแรง

เมื่ออาการปวดมีความรุนแรงและเป็นเรื้อรัง การใช้ยาแก้ปวดพาราเซตามอลอาจไม่ได้ผลดีนัก แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยากลุ่มคลายกล้ามเนื้อ หรือยาปรับสารสื่อประสาทในสมองเพื่อช่วยตัดวงจรความเจ็บปวด สิ่งสำคัญคือห้ามซื้อยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นสแดย์หรือยาแก้ปวดไมเกรนมากินเองติดต่อกันทุกวัน เพราะอาจเสี่ยงต่อโรคปวดศีรษะจากการใช้ยาเกินขนาด

อาการแบบไหนที่ควรมาพบแพทย์ทันทีเพื่อตรวจเช็กให้ละเอียด

แม้ว่าภาวะปวดศีรษะจากความเครียดเรื้อรังส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่หากคุณมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ควรรีบมาพบแพทย์โดยด่วนเพื่อตรวจเอกซเรย์สมอง:

  • ปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลันแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต
  • มีอาการอ่อนแรงชาที่ใบหน้า แขน หรือขา ร่วมด้วย
  • การมองเห็นผิดปกติ เช่น เห็นภาพซ้อน ตามัว หรือมองไม่เห็นชั่วขณะ
  • มีไข้สูงและคอแข็งร่วมกับอาการปวดศีรษะ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down