วันหนึ่งในห้องตรวจ หมอได้พบกับคนไข้รายหนึ่งที่เดินเข้ามาด้วยสีหน้าอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด คำถามแรกที่คนไข้ถามหมอไม่ใช่เรื่องของยารักษา แต่เป็นคำถามปนความท้อแท้ว่า 'ทำไมปวดหัวตึงๆ เหมือนมีอะไรมาบีบรัดรอบหัวตลอดเวลา กินยาก็ไม่หาย เป็นแบบนี้มาหลายเดือนแล้ว จะเป็นโรคร้ายแรงในสมองไหม' อาการแบบนี้คือสัญญาณเตือนของ ภาวะปวดศีรษะจากความเครียดเรื้อรังระดับรุนแรง ซึ่งเป็นฝันร้ายที่คอยรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของใครหลายคนในวัยทำงาน
ทำความรู้จักกับอาการปวดหัวตึงๆ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องปวดหัวธรรมดา
หลายคนมักสับสนระหว่างไมเกรนกับอาการปวดศีรษะจากความเครียด สำหรับ ภาวะปวดศีรษะจากความเครียดเรื้อรัง (Chronic Tension-Type Headache) นั้น จะมีลักษณะเฉพาะตัวคือ รู้สึกปวดตึงๆ หนักๆ เหมือนมีหมวกกันน็อกที่คับเกินไปมาบีบรัดรอบศีรษะ มักปวดทั้งสองข้างพร้อมกัน และอาจลามลงมาที่ท้ายทอย บ่า และไหล่ด้วย
ความแตกต่างสำคัญคือ อาการปวดชนิดนี้มักไม่ได้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือแพ้แสงแพ้เสียงรุนแรงแบบไมเกรน แต่ความน่ากลัวของมันคือความถี่และระยะเวลาที่เป็น ซึ่งในรายที่มีอาการเรื้อรังระดับรุนแรง อาการปวดนี้จะเกิดขึ้นแทบทุกวัน หรืออย่างน้อย 15 วันต่อเดือน และเป็นติดต่อกันนานกว่า 3 เดือน จนกลายเป็นความทรมานที่สะสมและกัดกินพลังชีวิตในแต่ละวัน
ทำไมแค่เครียดถึงทำให้ปวดหัวรุนแรงได้ขนาดนี้?
กลไกการเกิดอาการปวดนี้ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด แต่อาศัยการทำงานร่วมกันของร่างกายและระบบประสาท เมื่อเราเผชิญกับความเครียด ไม่ว่าจะทางกาย เช่น การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ในท่าเดิมนานๆ การเกร็งคอบ่าไหล่โดยไม่รู้ตัว หรือความเครียดทางใจ เช่น ความกังวลสะสม ร่างกายจะตอบสนองด้วยการหดเกร็งของกล้ามเนื้อรอบศีรษะและต้นคออย่างต่อเนื่อง
เมื่อกล้ามเนื้อเกร็งตัวเป็นเวลานาน จะส่งสัญญาณความเจ็บปวดไปยังสมองอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ระบบประสาทส่วนกลางเกิดภาวะไวต่อสิ่งกระตุ้นผิดปกติ หมายความว่า สมองจะแปลผลสัญญาณธรรมดาให้กลายเป็นความเจ็บปวดที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้ในวันที่ไม่ได้เครียดมากก็ยังรู้สึกปวดหัวอยู่ดี เนื่องจากระบบรับความรู้สึกในสมองเกิดความรวนไปเสียแล้ว
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าอาการปวดเข้าขั้นรุนแรง
การประเมินว่าอาการปวดศีรษะเข้าสู่ระดับรุนแรงและเรื้อรังหรือไม่ สามารถสังเกตได้จากผลกระทบต่อไปนี้
- ความถี่ของอาการที่มากขึ้น: มีอาการปวดหัวมากกว่า 15 วันต่อเดือน และเป็นต่อเนื่องกันนานเกิน 3 เดือนขึ้นไป
- การตอบสนองต่อยาที่ลดลง: เริ่มรู้สึกว่าการทานยาแก้ปวดธรรมดาอย่างพาราเซตามอลหรือยากลุ่มต้านการอักเสบไม่สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้อีกต่อไป หรือต้องเพิ่มปริมาณยามากขึ้นเรื่อยๆ จนเสี่ยงต่ออันตรายจากยา
- ผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน: อาการปวดรบกวนสมาธิในการทำงานอย่างรุนแรง ทำให้อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย และเริ่มมีปัญหาในการนอนหลับ หลับไม่สนิท หรือตื่นมาพร้อมกับอาการปวดหัวทันที
วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นเพื่อลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ
หากเริ่มมีอาการปวดตึง การปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยลดความถี่ของอาการปวดได้ โดยไม่ต้องพึ่งพายาเพียงอย่างเดียว
ปรับเปลี่ยนท่าทางระหว่างวัน
หลีกเลี่ยงการนั่งทำงานในท่าเดิมติดต่อกันเกิน 1 ชั่วโมง ควรตั้งเวลาเตือนเพื่อลุกขึ้นยืดเหยียดกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ ประมาณ 5-10 นาที เพื่อลดการสะสมของความตึงเกร็งในกล้ามเนื้อชั้นลึก
ใช้ความร้อนและเย็นเข้าช่วย
เมื่อรู้สึกปวดตึงบริเวณท้ายทอยและบ่า การประคบอุ่นด้วยกระเป๋าน้ำร้อนประมาณ 15-20 นาที จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตและช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัวได้ดี แต่หากมีอาการปวดตึงบริเวณหน้าผากหรือขมับร่วมด้วย การใช้ผ้าเย็นหรือแผ่นเจลเย็นประคบจะช่วยลดการส่งสัญญาณประสาทความเจ็บปวดได้ดีขึ้น
การรักษาทางการแพทย์เมื่อปรับพฤติกรรมแล้วยังไม่ดีขึ้น
เมื่ออาการปวดเข้าสู่ระดับรุนแรงและเรื้อรัง การดูแลตัวเองเบื้องต้นอาจไม่เพียงพอ แพทย์เฉพาะทางจะมีแนวทางการรักษาที่เป็นระบบและตรงจุดมากขึ้น
การใช้ยากลุ่มป้องกัน (Preventative Medications)
สำหรับคนไข้ที่มีอาการเรื้อรัง การทานยาแก้ปวดเมื่อมีอาการปวดหัวจะไม่ใช่คำตอบหลักอีกต่อไป เพราะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะปวดศีรษะจากการใช้ยาแก้ปวดเกินขนาด แพทย์มักจะจ่ายยากลุ่มปรับสารสื่อประสาทในสมองขนาดต่ำ ซึ่งช่วยปรับการรับความเจ็บปวดของระบบประสาทให้กลับมาเป็นปกติ และช่วยเพิ่มคุณภาพการนอนหลับให้ดีขึ้น
การทำกายภาพบำบัดและการฝังเข็ม
การรักษาทางกายภาพบำบัด เช่น การยืดกล้ามเนื้อเฉพาะจุด การใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัดเพื่อลดปวด หรือการฝังเข็มแบบตะวันตกเพื่อสลายจุดเกร็งตัวของกล้ามเนื้อที่สะสมมานาน ถือเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูงและช่วยลดความจำเป็นในการใช้ยาได้อย่างดี
อาการปวดศีรษะแบบไหนที่เป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์
แม้ว่าภาวะปวดศีรษะจากความเครียดจะไม่ใช่โรคร้ายแรงที่อันตรายถึงชีวิต แต่ก็มีอาการปวดศีรษะบางประเภทที่เป็นสัญญาณเตือนของโรคทางสมองที่รุนแรง หากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน
- อาการปวดหัวที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและรุนแรงที่สุดในชีวิต เหมือนมีอะไรมาระเบิดในหัวทันที
- มีอาการปวดหัวร่วมกับอาการทางระบบประสาท เช่น แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด ตามัว หรือมองเห็นภาพซ้อน
- ปวดหัวร่วมกับมีไข้สูง คอแข็งเกร็ง หรือมีประวัติเป็นโรคมะเร็งมาก่อนหน้านี้
- อาการปวดหัวที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีการไอ จาม หรือเบ่งอุจจาระ
สุดท้ายนี้ หมออยากฝากไว้ว่า ภาวะปวดศีรษะจากความเครียดเรื้อรังระดับรุนแรงนั้นไม่ใช่เรื่องที่ต้องทนอยู่กับมันจนคิดว่าเป็นเรื่องปกติในชีวิต การยอมรับว่าตนเองกำลังเผชิญกับปัญหาและเข้ารับการตรวจรักษาอย่างถูกวิธี ทั้งการปรับพฤติกรรมและการรักษาทางการแพทย์ จะช่วยคืนคุณภาพชีวิตที่ดีและทำให้กลับมายิ้มได้อย่างเต็มที่อีกครั้งโดยไม่ต้องทรมานกับอาการปวดหัวอีกต่อไป