เวลาที่คนไข้มาหาหมอด้วยอาการปวดหัวเรื้อรัง เวียนหัวบ้านหมุน หรือมีอาการหลงลืมผิดปกติ จนต้องคุยกันถึงเรื่องการส่งตรวจสมอง หลายคนมักจะเริ่มกังวลและกลัวเสียงดังๆ หรือความแคบของอุโมงค์ตรวจ วันนี้หมอเลยอยากมาเล่าให้ฟังแบบสบายๆ ว่าการตรวจวินิจฉัยด้วยคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง หรือที่เรารู้จักกันดีว่าการทำ MRI สมอง คืออะไร และทำไมหมอถึงต้องเลือกใช้เครื่องนี้ในการไขปริศนาโรคทางสมองครับ
ทำความรู้จักกับการตรวจสมองด้วยเครื่อง MRI แบบเข้าใจง่าย
หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า MRI มาบ้าง แต่อาจจะยังงว่ามันต่างจากการเอกซเรย์ธรรมดายังไง หมอขออธิบายแบบนี้ครับว่า การทำ MRI สมอง เป็นการใช้แม่เหล็กไฟฟ้าที่มีกำลังสูงและคลื่นวิทยุ โดยไม่มีรังสีเอกซเรย์เข้ามาเกี่ยวข้องเลย เครื่องนี้จะดึงสัญญาณจากเนื้อเยื่อในสมองเราออกมาประมวลผลเป็นภาพตัดขวางที่คมชัดมากๆ ทำให้หมอเห็นรายละเอียดของเนื้อสมอง เส้นเลือด และเส้นประสาทได้ชัดเจนเหมือนเราได้เปิดสมองดูจริงๆ โดยที่คนไข้ไม่ต้องเจ็บตัวอะไรเลย
อาการแบบไหนกันนะ ที่หมอจะส่งไปตรวจ MRI สมอง
ไม่ใช่ว่าปวดหัวนิดหน่อยแล้วจะต้องเข้าเครื่องตรวจทุกคนนะครับ หมอจะมีเกณฑ์ในการพิจารณาจากอาการเตือนบางอย่างที่น่าสงสัย เพื่อความคุ้มค่าและตรงจุดที่สุด โดยอาการหลักๆ มีดังนี้ครับ
- ปวดหัวรุนแรงแบบไม่เคยเป็นมาก่อน หรือปวดเรื้อรังนานขึ้นเรื่อยๆ รักษาด้วยยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น
- มีอาการทางระบบประสาทที่เกิดขึ้นฉับพลัน เช่น แขนขาอ่อนแรง หน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด หรือชาซีกใดซีกหนึ่ง
- มีปัญหาเรื่องการทรงตัว เวียนหัวบ้านหมุนรุนแรง หรือเดินเซแบบหาสาเหตุไม่ได้
- ความจำเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว หรือมีพฤติกรรมและบุคลิกภาพที่เปลี่ยนไปจากเดิมแบบผิดสังเกต
- มีอาการชักครั้งแรกในผู้ใหญ่ โดยไม่มีประวัติเป็นโรคชักมาก่อน
ความต่างระหว่างการทำ MRI กับการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ CT Scan
คนไข้หลายคนชอบถามหมอว่า ทำไมบางคนได้ทำ CT Scan แต่บางคนได้ทำ MRI สองอย่างนี้ต่างกันตรงไหน หมอขอเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ แบบนี้ครับ
- การทำ CT Scan (เอกซเรย์คอมพิวเตอร์): ใช้รังสีเอกซเรย์ ใช้เวลาตรวจเร็วมาก แค่ไม่กี่นาที เหมาะกับกรณีฉุกเฉิน เช่น คนไข้ประสบอุบัติเหตุทางสมอง หรือสงสัยว่ามีเลือดออกในสมองเฉียบพลัน เพราะดูเรื่องกระดูกและเลือดออกได้ไว
- การทำ MRI (คลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า): ใช้เวลานานกว่า (ประมาณ 30 ถึง 45 นาที) แต่ให้รายละเอียดของเนื้อเยื่อสมอง เส้นประสาท และเนื้องอกระยะเริ่มต้นได้ดีกว่ามาก หมอจึงมักเลือก MRI เมื่อต้องการตรวจหาความผิดปกติที่ซับซ้อน เช่น เนื้องอก เส้นเลือดสมองโป่งพอง หรือเนื้อสมองอักเสบ
ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนนอนนิ่งๆ ในอุโมงค์ตรวจ MRI
เมื่อถึงวันที่ต้องมาตรวจ หลายคนอาจจะตื่นเต้นเพราะไม่เคยเข้าเครื่องมาก่อน จริงๆ แล้วไม่มีอะไรน่ากลัวเลยครับ การเตรียมตัวหลักๆ มีดังนี้
- ถอดโลหะทุกชนิดออก: เนื่องจากเครื่อง MRI มีสนามแม่เหล็กแรงสูงมาก คนไข้ต้องถอดเครื่องประดับ นาฬิกา เข็มขัด กิ๊บติดผม ฟันปลอมชนิดถอดได้ รวมถึงบัตรเครดิตที่มีแถบแม่เหล็กออกให้หมดก่อนเข้าห้องตรวจ
- แจ้งประวัติสุขภาพและโลหะในร่างกาย: ใครที่มีเครื่องกระตุ้นหัวใจ เหลดดามกระดูก หรือโลหะฝังอยู่ในร่างกาย ต้องแจ้งหมอและเจ้าหน้าที่ให้ละเอียด เพราะบางชนิดอาจไม่สามารถเข้าเครื่องตรวจได้
- การฉีดสารทึบรังสี: ในบางกรณี หมออาจจำเป็นต้องให้เจ้าหน้าที่เจาะเข็มที่แขนเพื่อฉีดสารทึบรังสีร่วมด้วย เพื่อช่วยให้เห็นเส้นเลือดและความผิดปกติชัดเจนยิ่งขึ้น โดยสารนี้มีความปลอดภัยสูงและขับออกทางไตได้ดี
ระหว่างนอนอยู่ในเครื่องต้องทำตัวอย่างไร และเสียงดังจริงไหม
พอถึงเวลาขึ้นนอนบนเตียง เจ้าหน้าที่จะมีอุปกรณ์ครอบศีรษะและอาจมีที่อุดหให้ เพราะเวลาเครื่องทำงานจะมีเสียงดังตุปๆ หรือเสียงเคาะดังเป็นจังหวะ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของเครื่อง MRI ครับ หน้าที่ของคนไข้มีเพียงแค่นอนนิ่งๆ ห้ามขยับหัวเด็ดขาด เพราะการขยับจะทำให้ภาพเบลอและต้องเริ่มตรวจใหม่หมด ซึ่งจะเสียเวลาเพิ่มขึ้น หากใครรู้สึกอึดอัดหรือกลัวที่แคบมากๆ ทางห้องตรวจจะมีปุ่มกดสัญญาณขอความช่วยเหลือให้สามารถติดต่อกับเจ้าหน้าที่ได้ตลอดเวลา
ตรวจเสร็จแล้วกลับบ้านได้เลยไหม และผลตรวจจะออกเมื่อไหร่
หลังจากนอนในเครื่องจนครบกระบวนการแล้ว คนไข้สามารถลุกขึ้นแต่งตัวและกลับบ้านได้ตามปกติเลยครับ ไม่มีอาการข้างเคียงอะไร ยกเว้นแต่เคสที่ต้องฉีดสารทึบรังสี หมอจะแนะนำให้ดื่มน้ำเปล่ามากๆ เพื่อช่วยขับสารดังกล่าวออกจากร่างกาย ส่วนเรื่องผลตรวจ เนื่องจากภาพ MRI มีความละเอียดสูงมาก แพทย์รังสีแพทย์จะต้องใช้เวลาในการอ่านและวิเคราะห์ภาพอย่างละเอียด ก่อนจะส่งรายงานกลับมาให้หมอเจ้าของไข้เพื่อนัดฟังผลและวางแผนการรักษาร่วมกันต่อไปครับ