ช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงกังวลใจไม่น้อยเวลาได้ยินข่าวเรื่องโรคมือเท้าปากระบาด ยิ่งถ้าลูกน้อยเริ่มมีไข้ มีตุ่มใสขึ้นตามมือ เท้า และในปาก ความตกใจมักจะพุ่งขึ้นสูงสุดทันที เพราะภาพจำที่เราคุ้นเคยคือโรคนี้มักจะหายได้เอง แต่ในความเป็นจริงทางการแพทย์ เรามักจะระแวดระวังสายพันธุ์รุนแรงที่อาจเข้ามาสร้างความตกใจและมีภาวะแทรกซ้อนอันตรายตามมาได้
ในฐานะหมอที่ตรวจเด็กๆ มาเยอะ สิ่งสำคัญที่อยากบอกคือ การแยกแยะโรคนี้ออกจากโรคที่มีอาการคล้ายคลึงกัน หรือการจับสัญญาณเตือนภัยของสายพันธุ์ที่อันตราย ถือเป็นเกราะป้องกันด่านแรกที่ช่วยชีวิตเด็กๆ ได้ทันท่วงที บทความนี้จึงตั้งใจเขียนขึ้นเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจง่ายและนำไปสังเกตอาการลูกรักได้จริงที่บ้าน
ทำไมเราถึงต้องระวังโรคมือเท้าปากสายพันธุ์รุนแรงเป็นพิเศษ?
โดยทั่วไปโรคมือเท้าปากเกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม Enterovirus ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ที่อาการไม่รุนแรง เช่น Coxsackie A16 เด็กๆ จะมีไข้ต่ำๆ เจ็บปาก มีตุ่มแผล แล้วก็ค่อยๆ ดีขึ้นในหนึ่งสัปดาห์
แต่เจ้าตัวร้ายที่หมอกลัวคือสายพันธุ์ Enterovirus 71 หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า EV71 เจ้าตัวนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตุ่มที่มือ เท้า หรือปาก แต่มันมีความสามารถพิเศษและน่ากลัวในการจู่โจมระบบประสาทส่วนกลาง ก้านสมอง หรือหัวใจ ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะสมองอักเสบ น้ำท่วมปอด หรือช็อกได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
อาการแบบไหนที่ต่างจากโรคมือเท้าปากทั่วไปและต้องระวังสายพันธุ์รุนแรง?
ถ้าเป็นโรคมือเท้าปากธรรมดา ลูกอาจจะงอแงเพราะเจ็บแผลในปาก กินข้าวไม่ได้ แต่ถ้าเริ่มมีอาการเหล่านี้เข้ามาเกี่ยวข้อง ให้คิดถึงสายพันธุ์รุนแรงไว้ก่อนเลย:
- ซึมมากผิดปกติ: เรียกไม่ค่อยตอบ นอนหลับปลุกตื่นยาก หรือตื่นมาแล้วสะลึมสะลืออย่างไร้เรี่ยวแรง
- สะดุ้งผวาอย่างไร้สาเหตุ: เวลาเคลิ้มหลับจะสะดุ้งแรง ผวาบ่อยๆ แบบผิดปกติ หรือมีอาการกระตุกของแขนขา
- หายใจหอบเหนื่อย: หายใจเร็วกว่าปกติ หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม ทั้งที่ไข้เริ่มลดลงแล้ว
- อาเจียนพุ่ง: อาเจียนออกมาอย่างไร้สาเหตุ กินอะไรก็พุ่งออกหมด อาการนี้มักบอกถึงแรงดันในสมองที่สูงขึ้น
แยกโรคมือเท้าปากออกจากโรคผิวหนังอื่นๆ ที่หน้าตาคล้ายกันอย่างไรดี?
เวลาเด็กมีผื่นขึ้น หมอไม่ได้มองแค่ว่าเป็นมือเท้าปากอย่างเดียว แต่ต้องใช้กระบวนการคิดแยกโรคออกจากโรคอื่นๆ ที่มักสร้างความสับสนให้คุณพ่อคุณแม่เสมอ ดังนี้ครับ
โรคเฮอร์แปงไจนา
โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มเดียวกันเป๊ะ ต่างกันตรงที่ตำแหน่งของตุ่ม เฮอร์แปงไจนา (Herpangina) จะมีตุ่มน้ำและแผลเจ็บเฉพาะที่บริเวณเพดานอ่อน ลิ้นไก่ และต่อมทอนซิลเท่านั้น จะไม่มีผื่นขึ้นที่มือหรือเท้าเลย อาการรักษาเหมือนกันคือรักษาตามอาการ แต่ความรุนแรงโดยรวมมักจะน้อยกว่าโรคมือเท้าปากแบบเต็มรูปแบบ
โรคอีสุกอีใส
หลายครั้งที่คุณแม่พามาหาเพราะคิดว่าเป็นมือเท้าปากแต่ตรวจเจออีสุกอีใส จุดต่างสำคัญคือ ผื่นของอีสุกอีใสจะกระจายทั่วตัว หน้า ลำตัว แผ่นหลัง มากกว่าจะกระจุกตัวแค่ที่มือ เท้า และรอบปาก นอกจากนี้ ลักษณะของผื่นอีสุกอีใสจะเปลี่ยนจากผื่นแดง เป็นตุ่มใส แล้วกลายเป็นตุ่มหนองตกสะเก็ดพร้อมๆ กันหลายระยะในบริเวณเดียวกัน ขณะที่มือเท้าปากตุ่มจะค่อนข้างนิ่งและเป็นตุ่มใสบนฐานสีแดง
โรคแพ้ยาสมุนไพรหรือแพ้อาหารรุนแรง
บางทีเด็กมีผื่นขึ้นตามตัวและมือเท้าพร้อมไข้ ทำให้สับสนกับมือเท้าปากได้ แต่การแพ้ยามักจะมีประวัติการใช้ยาใหม่ร่วมด้วย ผื่นจากการแพ้จะมีลักษณะเป็นผื่นลมพิษ แดงกระจาย หรือมีอาการบวมที่ริมฝีปากและหนังตา ซึ่งจะไม่ค่อยเจอแผลในปากลึกๆ เหมือนโรคมือเท้าปาก และไม่มีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย
เช็กลิสต์อาการเตือนภัยที่ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที
อย่ารอให้ถึงวันนัดติดตามอาการ หากพบว่าลูกมีอาการเหล่านี้แม้เพียงข้อเดียวในช่วงที่เป็นโรคมือเท้าปาก ให้รีบพาไปห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลใกล้บ้านทันที:
- ไข้สูงลอยเกิน 39 อาศัยอยู่นานเกิน 48 ชั่วโมงและกินยาลดไข้แล้วไม่ค่อยลง
- หายใจผิดปกติ หายใจเร็ว ปีกจมูกบาน หรือตัวเขียว
- ชีพจรเต้นเร็วมากในขณะที่นอนหลับพักผ่อน
- มีอาการชักเกร็ง หรือแขนขาอ่อนแรงกะทันหัน
การเข้าใจการวินิจฉัยแยกโรคและการสังเกตอาการเตือนของโรคมือเท้าปากสายพันธุ์รุนแรง จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่รับมือได้อย่างมีสติ ไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป แต่ก็ไม่นิ่งนอนใจจนเกินเหตุ หากสงสัยอาการของลูก การมาพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินซ้ำคือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดเสมอครับ