ช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่หลายคนพาเจ้าตัวเล็กมาหาหมอด้วยปัญหาเดิมๆ ลูกผิวแห้งกร้าน มีผื่นแดงขึ้นตามข้อพับ แก้ม หรือซอกคอแถมยังคันยุกยิกจนนอนไม่หลับ เกาจนเลือดซึม สงสารลูกจนคุณพ่อคุณแม่เครียดตาม พอได้ตรวจประเมินก็มักจะพบว่าเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังในเด็ก ซึ่งเป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่พบได้บ่อยมากในวัยเด็ก และมักทำให้ครอบครัวกังวลใจไม่น้อย วันนี้หมอเลยอยากมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ว่าโรคนี้คืออะไร เกิดจากอะไร และเราจะดูแลลูกน้อยอย่างไรให้เขากลับมามีผิวเนียนนุ่มและมีความสุขอีกครั้ง
ลูกเป็นผื่นแบบไหนถึงเรียกว่าโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง?
โรคนี้ในทางการแพทย์เราเรียกว่า Atopic Dermatitis อาการหลักๆ ที่หมอมักจะเจอคือ ผิวของเด็กจะแห้งมาก ขาดความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ ทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ พอเจอสิ่งกระตุ้นนิดหน่อยก็เกิดการอักเสบแดงขึ้นมา
ตำแหน่งที่ผื่นชอบขึ้นจะเปลี่ยนไปตามอายุของลูกน้อยด้วย:
- วัยทารก (แรกเกิดถึง 2 ปี): มักเจอผื่นแดงและตุ่มน้ำใสบริเวณแก้ม หน้าผาก คาง และด้านนอกของแขนขา ลูกมักจะเอาหน้าไปถูที่นอนเพราะความคัน
- วัยเด็กโต (2 ถึง 12 ปี): ตำแหน่งจะย้ายไปอยู่ที่ข้อพับแขน ข้อพับขา ซอกคอ และรอบข้อพับข้อมือข้อเท้า ผิวบริเวณนั้นจะหนาขึ้นและมีรอยคล้ำจากการเกาเรื้อรัง
ทำไมลูกถึงเป็นโรคนี้? ไขข้อข้องใจเรื่องพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม
คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักโทษตัวเองว่าดูแลลูกไม่ดีหรือเปล่า ลูกถึงเป็นผื่น หมอต้องบอกตรงนี้เลยว่า โรคนี้ไม่ได้เกิดจากความสะอาดหรือการดูแลไม่ดี แต่มันมีรากฐานมาจากสองปัจจัยหลักคือพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม
ถ้าในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ เช่น พ่อแม่เป็นหอบหืด ภูมิแพ้อากาศ หรือแพ้อาหาร โอกาสที่ลูกจะมีพันธุกรรมผิวแห้งและไวต่อสิ่งกระตุ้นก็จะสูงขึ้น ประกอบกับเกราะป้องกันผิวของเด็กกลุ่มนี้ทำงานได้ไม่ดีพอ ความชื้นในผิวจึงระเหยออกง่าย ทำให้ผิวแห้งและสารก่อภูมิแพ้ซึมเข้าผิวได้ง่ายขึ้นไปอีก
ตัวการสำคัญที่ทำให้ผกำเริบ: อะไรบ้างที่ต้องระวัง?
เมื่อลูกเป็นโรคนี้แล้ว ผิวของเขาจะเหมือนเซนเซอร์ที่ไวต่อสิ่งรอบตัวมาก สิ่งกระตุ้นที่ทำให้ผื่นเห่อขึ้นบ่อยๆ ได้แก่:
- ความแห้งของผิว: ยิ่งผิวแห้งมาก ยิ่งคันมาก ยิ่งเกามาก ผื่นก็ยิ่งลาม
- สารเคมีระคายเคือง: สบู่ แชมพู น้ำยาซักผ้า หรือน้ำยาปรับผ้านุ่มที่มีน้ำหอมและสารเคมีรุนแรง
- ไรฝุ่น ฝุ่นละออง และขนสัตว์: สิ่งเหล่านี้กระตุ้นภูมิคุ้มกันใต้ผิวหนังให้เกิดการอักเสบ
- ความร้อนและเหงื่อ: เหงื่อที่สะสมตามข้อพับจะทำให้เกิดอาการคันยิบๆ จนเด็กอดเกาไม่ได้
- อาหารบางชนิด: ในเด็กบางคน อาหารบางประเภทอาจกระตุ้นอาการแพ้ได้ แต่หมอแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนงดอาหารใดๆ เพื่อไม่ให้เด็กขาดสารอาหาร
วิธีดูแลผิวลูกน้อยให้กลับมาแข็งแรง
การรักษาโรคนี้ไม่มีทางหายขาดในชั่วข้ามคืน แต่เราสามารถควบคุมอาการไม่ให้กำเริบและทำให้ผิวลูกกลับมามีสุขภาพดีได้ด้วยหลักการสำคัญดังนี้ครับ:
ทาโลชั่นเพิ่มความชุ่มชื้นคือหัวใจสำคัญ
การทาผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้นหรือมอยส์เจอไรเซอร์เปรียบเสมือนการสร้างเกราะป้องกันผิวใหม่ให้ลูก ควรเลือกชนิดที่เป็นครีมหรือขี้ผึ้งที่ไม่มีน้ำหอมและแอลกอฮอล์ และเคล็ดลับสำคัญคือ ต้องทาภายใน 3-5 นาทีหลังอาบน้ำเสร็จขณะที่ตัวยังหมาดๆ เพื่อกักเก็บความชุ่มชื้นให้อยู่กับผิวได้นานที่สุด วันหนึ่งอาจจะต้องทาซ้ำ 3 ถึง 4 ครั้งเลยทีเดียว
การอาบน้ำที่ถูกต้องสำหรับเด็กผิวแพ้ง่าย
ไม่ควรให้ลูกอาบน้ำอุ่นจัดเพราะจะชะล้างน้ำมันตามธรรมชาติออกไปทำให้ผิวแห้งยิ่งขึ้น ใช้น้ำอุณหภูมิปกติหรือน้ำอุ่นเพียงเล็กน้อย เลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยน ไม่มีฟองมาก และไม่มีน้ำหอม ใช้เวลาอาบน้ำสั้นๆ แค่ 5 ถึง 10 นาทีก็พอครับ
การใช้ยาทาลดการอักเสบเมื่อผื่นเห่อ
ในช่วงที่ผื่นกำเริบแดงและคันมาก การทามอยส์เจอไรเซอร์อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ คุณหมออาจจำเป็นต้องจ่ายยาทากลุ่มสเตียรอยด์อ่อนๆ หรือยากลุ่มยับยั้งการอักเสบ เพื่อควบคุมอาการในช่วงสั้นๆ คุณพ่อคุณแม่หลายคนกลัวคำว่าสเตียรอยด์ แต่ถ้าใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ในปริมาณและระยะเวลาที่เหมาะสม จะมีความปลอดภัยสูงและช่วยตัดวงจรการอักเสบได้ดีมาก ไม่ควรไปหาซื้อยามาทาเองเพราะอาจได้ยาที่แรงเกินไปจนเกิดผล 5 ข้างเคียง
อาการแบบไหนที่ควรพามาพบแพทย์ทันที?
โดยทั่วไปโรคนี้สามารถดูแลเบื้องต้นที่บ้านได้ แต่ถ้าลูกมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ควรพามาพบแพทย์โดยเร็วครับ:
- มีตุ่มหนอง มีน้ำเหลืองเยิ้ม หรือแผลตกสะเก็ดสีน้ำผึ้ง ซึ่งเป็นสัญญาณของการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
- ผิวหนังแดงลามเป็นวงกว้างมากและลูกมีไข้ร่วมด้วย
- อาการคันรุนแรงมากจนเด็กนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและการใช้ชีวิตประจำวัน
การดูแลเด็กที่เป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังต้องอาศัยความเข้าใจ ความอดทน และความสม่ำเสมอของคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมากครับ แม้ว่าโรคนี้จะเป็นๆ หายๆ ตามช่วงวัย แต่เมื่อเด็กโตขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันและเกราะป้องกันผิวจะพัฒนาแข็งแรงขึ้นเอง อาการส่วนใหญ่ก็จะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปได้ในที่สุด ขอเพียงแค่เราช่วยกันดูแลผิวของเขาให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ ลูกน้อยก็จะมีความสุขและเติบโตได้อย่างสดใสครับ