หลายคนที่เป็นสายอาหารญี่ปุ่นหรือชอบทานซาชิมิปลาทะเลสดๆ คงมีความสุขกับการได้ลิ้มรสเนื้อปลาหวานฉ่ำละลายในปาก แต่บางครั้งความอร่อยนี้ก็แอบซ่อนภัยเงียบเอาไว้ โดยเฉพาะเรื่องของโลหะหนักอย่างสารปรอทที่มักจะปนเปื้อนมากับห่วงโซ่อาหารในทะเล หมอเองเวลาเจอคนไข้ที่มาด้วยอาการแปลกๆ เช่น ปวดหัวเรื้อรัง อ่อนเพลียไม่มีสาเหตุ หรือมือเท้าชาบ่อยๆ พอลองซักประวัติเรื่องอาหารการกิน ก็มักจะพบว่ามีพฤติกรรมชอบทานปลาทะเลเนื้อขาวหรือปลาเนื้อแดงชิ้นโตๆ แบบดิบเป็นประจำทุกสัปดาห์
สารปรอทในปลาทะเลมาจากไหน และทำไมต้องกังวลเรื่องการกินดิบ
ในธรรมชาติ สารปรอทจากโรงงานอุตสาหกรรมและกิจกรรมของมนุษย์จะถูกชะล้างลงสู่แหล่งน้ำ และถูกจุลินทรีย์ในน้ำแปลงร่างให้กลายเป็นสารเมทิลปรอท ซึ่งเป็นสารอินทรีย์ที่ดูดซึมได้ง่ายมาก สารนี้จะเข้าไปอยู่ในตัวปลาเล็กปลาน้อย และเมื่อปลาใหญ่กินปลาเล็กต่อไปเรื่อยๆ เกิดการสะสมทับถมกันไปเรื่อยๆ ตามห่วงโซ่อาหาร หรือที่เราเรียกว่า Biomagnification ทำให้ปลาทะเลขนาดใหญ่ที่เป็นยอดนักล่า เช่น ปลาทูน่า ปลาอินทรีย์ หรือปลาดาบเงิน มีปริมาณสารปรอทสะสมในเนื้อเยื่อสูงกว่าปลาตัวเล็กนับร้อยนับพันเท่า และการกินแบบดิบก็ไม่ได้ทำให้สารปรอทสลายตัวหายไปไหน เพราะความร้อนเท่านั้นที่จะช่วยลดสารอาหารบางประเภทได้ แต่กับโลหะหนักมันจะคงอยู่และตรงเข้าสู่ร่างกายเราเต็มๆ
สัญญาณเตือนภัย เมื่อร่างกายรับสารปรอทสะสมเกินพิกัด
ร่างกายคนเรามีความสามารถในการขับสารพิษออกได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าได้รับสะสมเข้ามาเรื่อยๆ จนเกินขีดจำกัด สารปรอทจะเริ่มไปทำลายระบบประสาทส่วนกลางและอวัยวะสำคัญ อาการที่หมอมักจะเจอและอยากให้ทุกคนสังเกตตัวเองมีดังนี้
- ชาตามปลายมือปลายเท้า: รู้สึกยิบๆ เหมือนเข็มทิ่ม หรือมีความรู้สึกรับ สัมผัสลดลง แบบไม่ทราบสาเหตุ
- มีปัญหาเรื่องการมองเห็นและการได้ยิน: สายตาพร่ามัว ลานแคบลง หรือได้ยินเสียงวิ้งๆ ในหู
- กล้ามเนื้ออ่อนแรงและเสียการทรงตัว: เดินเซ ควบคุมมือหยิบจับสิ่งของลำบาก
- อารมณ์แปรปรวนและความจำเสื่อม: หงุดหงิดง่าย วิตกกังวล ซึมเศร้า หรือจำอะไรไม่ค่อยได้
ใครบ้างคือกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังสารปรอทเป็นพิเศษ
ไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้รับผลกระทบเท่ากันครับ มีบางกลุ่มที่สารปรอทจะอันตรายต่อร่างกายมากกว่าคนทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์และคุณแม่ที่กำลังให้นมบุตร เพราะสารปรอทสามารถผ่านรกและน้ำนมไปทำลายพัฒนาการทางสมองและระบบประสาทของทารกในครรภ์ได้อย่างรุนแรง นอกจากนี้เด็กเล็กที่ร่างกายยังเติบโตไม่เต็มที่ รวมถึงคนที่ชอบทานอาหารทะเลดิบเป็นชีวิตจิตใจปริมาณมากๆ ทุกวัน ก็มีความเสี่ยงสะสมสูงกว่าคนปกติทั่วไปหลายเท่า
ปรับพฤติกรรมการกินอย่างไรให้ยังอร่อยกับอาหารทะเลได้โดยไม่ต้องกลัวสารปรอท
หมอไม่ได้บอกให้เลิกกินปลาทะเลนะครับ เพราะปลาเป็นแหล่งของโปรตีนชั้นดีและมีกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่มีประโยชน์ต่อหัวใจและสมองมหาศาล แค่เราต้องปรับเปลี่ยนวิธีเลือกกินให้ฉลาดขึ้น ดังนี้ครับ
- เลือกกินปลาขนาดเล็ก: เปลี่ยนมารับประทานปลาที่มีวงจรชีวิตสั้นและอยู่ล่างห่วงโซ่อาหาร เช่น ปลาทู ปลาซาดีน หรือปลมักกะเรล ซึ่งจะมีปริมาณสารปรอทสะสมน้อยกว่าปลาล่า ยักษ์ตัวใหญ่
- จำกัดความถี่ในการกินปลาเนื้อแดงชิ้นใหญ่: หากชอบทานปลาทูน่าหรือปลาซาชิมิชนิดเนื้อแน่นๆ ควรเว้นระยะห่าง ไม่ควรทานติดต่อกันทุกวันหรือทุกมื้อ
- ใส่ใจความสะอาดและแหล่งที่มา: หากจะทานดิบต้องมั่นใจจริงๆ ว่าร้านอาหารมีกระบวนการเก็บรักษาความเย็นที่ได้มาตรฐาน ปราศจากปรสิตและเชื้อโรคอื่นๆ เพื่อความปลอดภัยต่อระบบทางเดินอาหารโดยรวมด้วย
การดูแลสุขภาพไม่ได้หมายความว่าเราต้องอด ของอร่อย ทุกอย่างในชีวิต แค่เรามีความรู้ความเข้าใจเรื่องสารปรอทสะสมจากปลาทะเล เลือกกินให้หลากหลาย หมุนเวียนชนิดของปลา และสังเกตความผิดปกติของร่างกายอยู่เสมอ เราก็จะยังคงเอ็นจอยกับมื้ออาหารโปรดได้อย่างสบายใจและปลอดภัยในระยะยาวครับ