ช่วงนี้หลายคนเดินเข้ามาปรึกษาที่คลินิกด้วยอาการเพลียเรื้อรัง ตื่นมาแล้วไม่สดชื่น ท้องอืดง่าย หรือบางคนผลตรวจสุขภาพประจำปีออกมาพบว่าค่าเอนไซม์ตับสูงขึ้น พอมานั่งคุยเรื่องไลฟ์สไตล์จึงพบจุดร่วมคล้ายกัน คือนอนดึก ดื่มแอลกอฮอล์สังสรรค์บ่อย หรือกินอาหารแปรรูปติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นภาระหนักอึ้งของอวัยวะชิ้นสำคัญที่ชื่อว่าตับ
ในฐานะแพทย์ ผมมักจะบอกคนไข้เสมอว่า ตับเป็นอวัยวะที่มีความมหัศจรรย์มากเพราะเขามีความสามารถในการซ่อมแซมและสร้างเซลล์ใหม่ด้วยตัวเองได้ดีเยี่ยม แต่ปัญหาคือ หากเรายังใช้งานเขาอย่างหนักหน่วงโดยไม่เติมเชื้อเพลิงหรือสารอาหารที่ถูกต้อง เซลล์ตับที่ควรจะซ่อมแซมตัวเองได้กลับเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นไขมันพอกตับ ตับอักเสบ หรือพังผืดในที่สุด ดังนั้น การเลือกกินสารอาหารกลุ่มวิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นต่อกระบวนการดีท็อกซ์และซ่อมแซม จึงเป็นกุญแจสำคัญในการพลิกฟื้นตับให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง
วิตามินกลุ่มบี: เติมพลังงานและเร่งกระบวนการเผาผลาญในตับ
เวลาที่ตับต้องทำงานขับสารพิษออกนอกร่างกาย ตับจะต้องการพลังงานและเอนไซม์จำนวนมหาศาล ซึ่งวิตามินบีรวม โดยเฉพาะ บี1 บี2 บี3 บี5 บี6 และบี12 ทำหน้าที่เปรียบเสมือนหัวใจสำคัญของกระบวนการเหล่านี้ หากร่างกายขาดวิตามินบี ตับจะทำงานได้ช้าลง เกิดการสะสมของไขมันและสารพิษในเนื้อเยื่อตับได้ง่าย
อาหารแวดล้อมที่เราหาทานได้ง่ายเพื่อเติมวิตามินกลุ่มนี้ ได้แก่ ธัญพืชไม่ขัดสี ข้าวกล้อง ไข่แดง เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และผักใบเขียวเข้ม แต่สำหรับคนที่มีภาวะตับอักเสบเรื้อรัง การได้รับวิตามินบีในรูปทรงสารอาหารเสริมภายใต้คำแนะนำของแพทย์จะช่วยลดอาการอ่อนเพลียและฟื้นฟูการทำงานของเซลล์ตับได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
วิตามินอีและซี: คู่หูนักรบต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องตับจากการอักเสบ
ทุกครั้งที่ตับกำจัดสารพิษ ยา หรือแอลกอฮอล์ ร่างกายจะสร้างอนุมูลอิสระขึ้นมาทำลายเซลล์ตับโดยตรง ทำให้เกิดภาวะเครียดออกซิเดชัน ซึ่งเป็นตัวการหลักที่ทำให้เซลล์ตับตายและเกิดพังผืด
- วิตามินอี: เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน มีงานวิจัยรองรับชัดเจนว่าช่วยลดภาวะไขมันพอกตับและลดการอักเสบในเนื้อเยื่อตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ แหล่งอาหารสำคัญได้แก่ เมล็ดทานตะวัน อัลมอนด์ และน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์
- วิตามินซี: เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายในน้ำ ช่วยเสริมฤทธิ์การทำงานของวิตามินอีให้กลับมาทรงพลังอีกครั้ง พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นการสร้างกลูตาไธโอน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระตัวหลักที่ตับใช้ในการล้างพิษ
สังกะสีและซีลีเนียม: แร่ธาตุตัวจริงที่ช่วยลดความเสียหายของเนื้อเยื่อตับ
เกลือแร่สองตัวนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเอนไซม์ในตับ
- สังกะสี: มีส่วนช่วยในการสังเคราะห์โปรตีนและการแบ่งเซลล์ ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างเซลล์ตับใหม่ขึ้นมาแทนที่เซลล์เก่าที่เสียหาย นอกจากนี้ยังช่วยลดการสะสมของทองแดงและเหล็กส่วนเกินที่เป็นพิษต่อตับ
- ซีลีเนียม: เป็นแร่ธาตุที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและช่วยปกป้องเซลล์ตับจากการถูกทำลายโดยสารพิษโลหะหนัก พบได้มากในถั่วบราซิล อาหารทะเล และเนื้อปลา
เคล็ดลับดูแลตับในชีวิตประจำวัน นอกเหนือจากการพึ่งวิตามิน
การกินวิตามินเสริมอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ หากเรายังใช้ชีวิตทำร้ายตับทางอ้อม สิ่งที่ผมมักแนะนำคนไข้ที่คลินิกเสมอเพื่อให้ตับได้พักผ่อนและฟื้นตัวได้เต็มที่ มีดังนี้ครับ
- ลดการดื่มแอลกอฮอล์และงดเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เพราะน้ำตาลฟรุกโตสส่วนเกินจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมในตับโดยตรง
- ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอในแต่ละวัน เพื่อช่วยให้ระบบการไหลเวียนเลือดและการขับของเสียผ่านทางปัสสาวะทำงานได้อย่างราบรื่น
- นอนหลับพักผ่อนให้สนิทในช่วงเวลาสี่พิศดารหรือช่วงเที่ยงคืนถึงตีสอง ซึ่งเป็นช่วงเวลาทองที่เลือดจะไหลเวียนมาที่ตับมากที่สุดเพื่อทำการซ่อมแซมตัวเอง
ตับเป็นอวัยวะที่อดทนมาก เขาจะไม่ส่งเสียงร้องโอดครวญจนกว่าจะเสียหายไปมากกว่าครึ่ง ดังนั้น การเริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ด้วยการเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ เสริมด้วยกลุ่มวิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูเซลล์ตับ พร้อมปรับพฤติกรรม จะช่วยให้คุณมีตับที่แข็งแรง อยู่ใช้งานไปได้อีกนานครับ