ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เคยไหมครับ ที่จู่ๆ ก็รู้สึกปวดก้นตุบๆ หรือปวดลึกๆ ในก้นข้างใดข้างหนึ่ง บางทีก็ร้าวลงไปที่ต้นขา น่อง หรือแม้แต่ปลายเท้า รู้สึกชาหรือเหมือนโดนเข็มทิ่ม ยิ่งเวลานั่งนานๆ หรือเปลี่ยนท่าทาง ยิ่งปวดหนักขึ้นจนพาลคิดไปว่า "เอ๊ะ...นี่เราเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นหรือเปล่า?"

แต่จริงๆ แล้ว อาการเหล่านี้อาจไม่ได้มาจากหมอนรองกระดูกเสมอกไป มีอีกโรคหนึ่งที่แสดงอาการคล้ายกันมาก และคนไข้ส่วนใหญ่มักเข้าใจผิด นั่นคือ "กลุ่มอาการกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท" หรือที่ศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า Piriformis Syndrome

ในบทความนี้ ผมในฐานะหมอ จะพาคุณผู้อ่านทุกท่านไปทำความรู้จักกับเจ้าโรคนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ตั้งแต่กลไกการเกิด สาเหตุ อาการที่สังเกตได้ ไปจนถึงวิธีการรักษาและการดูแลตัวเองที่บ้าน เพื่อให้เข้าใจและรับมือกับอาการปวดได้อย่างถูกต้องครับ

ทำความรู้จัก "เจ้ากล้ามเนื้อสะโพกพิริฟอร์มิส" ตัวการสำคัญ

ก่อนอื่น มาดูกันก่อนว่า "กล้ามเนื้อพิริฟอร์มิส" (Piriformis muscle) ที่ว่านี้มันคืออะไร และอยู่ตรงไหนของร่างกายเรา

กล้ามเนื้อพิริฟอร์มิส เป็นกล้ามเนื้อเล็กๆ ที่อยู่ลึกเข้าไปในก้น ตำแหน่งจะอยู่จากกระดูกสันหลังส่วนล่าง (กระดูก sacrum) ทอดเฉียงไปเกาะที่กระดูกต้นขา (กระดูก femur) ครับ

หน้าที่หลักของกล้ามเนื้อนี้คือ ช่วยในการหมุนสะโพกออกด้านนอก (external rotation) และช่วยกางขาออก (abduction) เมื่อสะโพกงอ รวมถึงเป็นกล้ามเนื้อที่ช่วยในการทรงตัวและการเคลื่อนไหวหลายอย่างในชีวิตประจำวัน เช่น การเดิน วิ่ง หรือการยืน

แล้วมันไปหนีบเส้นประสาทได้อย่างไร?

ความพิเศษ (หรือจะเรียกว่าปัญหา) ของกล้ามเนื้อพิริฟอร์มิสคือ มันอยู่ใกล้ชิดกับ "เส้นประสาทไซอาติก" (Sciatic nerve) ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่ใหญ่ที่สุดในร่างกายเรา และทอดผ่านบริเวณสะโพกและก้นลงไปที่ขา เส้นประสาทนี้มีหน้าที่ส่งสัญญาณความรู้สึกและการเคลื่อนไหวไปยังกล้ามเนื้อบริเวณขาและเท้า

เมื่อกล้ามเนื้อพิริฟอร์มิสเกิดการอักเสบ บาดเจ็บ หรือตึงเกร็งมากผิดปกติ มันจะไปพองตัว กดเบียด หรือหนีบเส้นประสาทไซอาติกที่อยู่ใกล้ๆ กัน ทำให้เกิดอาการปวด ชา หรือรู้สึกแปล๊บๆ ร้าวลงไปตามแนวเส้นประสาทนั่นเองครับ

ทำไมกล้ามเนื้อสะโพกถึงหนีบเส้นประสาทได้? สาเหตุมาจากอะไรบ้างนะ

สาเหตุที่ทำให้กล้ามเนื้อพิริฟอร์มิสเกิดการอักเสบ ตึงเกร็ง หรือบาดเจ็บนั้นมีหลายอย่าง ที่พบบ่อยๆ ก็เช่น:

  • การบาดเจ็บโดยตรง: เช่น การหกล้มก้นกระแทก การถูกกระแทกบริเวณสะโพก ทำให้กล้ามเนื้ออักเสบโดยตรง
  • การใช้งานกล้ามเนื้อซ้ำๆ หรือมากเกินไป: เช่น การวิ่งทางไกล การปั่นจักรยาน การออกกำลังกายที่ใช้กล้ามเนื้อสะโพกเยอะๆ หรือการยกของหนักผิดท่า
  • ท่าทางที่ไม่เหมาะสม: การนั่งไขว่ห้างเป็นเวลานานๆ การนั่งกระเป๋าสตางค์หนาๆ ในกระเป๋ากางเกงด้านหลัง (โดยเฉพาะผู้ชาย) ทำให้กล้ามเนื้อพิริฟอร์มิสถูกกดทับและตึงเกร็ง
  • ความผิดปกติทางโครงสร้าง: ในบางคน เส้นประสาทไซอาติกอาจจะไม่ได้ทอดผ่านใต้กล้ามเนื้อพิริฟอร์มิส แต่ทอดผ่านทะลุเข้าไปในกล้ามเนื้อเลย ทำให้มีโอกาสถูกกดทับได้ง่ายกว่าคนทั่วไป
  • การอักเสบหรือเกร็งจากสาเหตุอื่นๆ: เช่น การมีพังผืด การมีเลือดออก หรือก้อนเนื้อบริเวณนั้น ซึ่งพบได้ไม่บ่อยนัก

กิจกรรมในชีวิตประจำวันที่อาจกระตุ้นอาการ

  • การนั่งนานๆ โดยเฉพาะการนั่งที่ไม่ถูกสุขลักษณะ
  • การขับรถเป็นระยะทางไกลๆ
  • การเดินหรือวิ่งขึ้นเนิน
  • การยืนลงน้ำหนักขาข้างใดข้างหนึ่งนานๆ

ปวดแบบไหนถึงจะเรียกว่า "กล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท"

อาการของกลุ่มอาการกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาทนั้นค่อนข้างจำเพาะเจาะจง แต่ก็มีจุดที่คล้ายกับโรคอื่นจนทำให้สับสนได้ง่าย

อาการสำคัญที่ต้องสังเกต

  • ปวดลึกๆ บริเวณก้น: มักจะเป็นข้างใดข้างหนึ่ง อาจจะรู้สึกปวดหน่วงๆ ปวดตื้อๆ หรือปวดแสบปวดร้อน
  • ปวดร้าวลงขา: อาการปวดมักจะร้าวลงไปที่ด้านหลังของต้นขา น่อง หรือบางครั้งอาจจะไปถึงปลายเท้าได้
  • ชา หรือรู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่ม: บริเวณที่ปวดร้าวลงไป อาจมีอาการชา หรือรู้สึกซ่าๆ แปล๊บๆ ร่วมด้วย
  • อาการแย่ลงเมื่อนั่งนานๆ: การนั่งทับกล้ามเนื้อพิริฟอร์มิสที่ตึงเกร็ง จะทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาทมากขึ้น อาการปวดจึงชัดเจนขึ้น
  • อาการแย่ลงเมื่อทำกิจกรรมบางอย่าง: เช่น การเดินขึ้นบันได การเดินหรือวิ่งขึ้นเนิน การเปลี่ยนท่าจากนั่งเป็นยืน
  • อาจมีอาการอ่อนแรง: ในบางรายอาจรู้สึกว่าขามีกำลังลดลงเล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับอ่อนแรงมากจนยกขาไม่ขึ้นเหมือนหมอนรองกระดูกทับเส้นบางกรณี

อาการที่อาจสับสนกับโรคอื่น

อาการปวดร้าวลงขา ชาจากก้นลงไปถึงเท้านั้น คล้ายกับโรค "หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท" มากจนหลายคนเข้าใจผิด

ข้อแตกต่างสำคัญที่ต้องสังเกตคือ:

  • ตำแหน่งของอาการปวดเริ่มต้น: กลุ่มอาการกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาทมักจะเริ่มต้นที่ "ก้น" และปวดลึกเข้าไปในก้น
  • ปัจจัยกระตุ้น: อาการจะแย่ลงชัดเจนเมื่อกล้ามเนื้อพิริฟอร์มิสถูกกดทับ เช่น การนั่งนานๆ หรือเมื่อมีการยืดกล้ามเนื้อพิริฟอร์มิส
  • อาการอ่อนแรง: มักไม่พบอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อที่เด่นชัดเหมือนหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทรุนแรง

อย่างไรก็ตาม การแยกโรคนี้ออกจากโรคอื่นๆ ควรให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัยอย่างละเอียด เพราะบางครั้งก็อาจมีอาการทั้งสองอย่างร่วมกันได้

คุณหมอวินิจฉัยโรคนี้ได้อย่างไร?

การวินิจฉัยกลุ่มอาการกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาทมักจะเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียด โดยเฉพาะลักษณะอาการปวด ตำแหน่ง ปัจจัยกระตุ้น และกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน

จากนั้น คุณหมอจะทำการตรวจร่างกาย เพื่อดูท่าทาง การเคลื่อนไหวของสะโพก ทดสอบกำลังกล้ามเนื้อ และทำการทดสอบพิเศษที่เรียกว่า Piriformis Test ซึ่งเป็นการจัดท่าทางเพื่อให้กล้ามเนื้อพิริฟอร์มิสถูกยืด หรือกดทับเส้นประสาทไซอาติก หากมีอาการปวดเพิ่มขึ้นในท่าเหล่านี้ ก็จะช่วยยืนยันการวินิจฉัยได้

ในบางกรณี คุณหมออาจพิจารณาส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น การทำ MRI เพื่อดูโครงสร้างบริเวณกระดูกสันหลังและสะโพก เพื่อแยกโรคจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท หรือเพื่อมองหาสาเหตุอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาทได้ แต่โดยทั่วไปแล้ว โรคนี้สามารถวินิจฉัยได้จากประวัติและการตรวจร่างกายเป็นหลักครับ

เมื่อเป็นแล้ว...จะรักษาและดูแลตัวเองอย่างไรดี?

ข่าวดีคือ กลุ่มอาการกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาทส่วนใหญ่สามารถรักษาและดีขึ้นได้ด้วยการดูแลตัวเองและการทำกายภาพบำบัด

การดูแลตัวเองเบื้องต้นเพื่อลดปวด

  • พักผ่อนและหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่กระตุ้น: หากรู้ว่ากิจกรรมใดทำให้ปวด ควรหยุดพักหรือลดกิจกรรมนั้นลงชั่วคราว
  • ประคบเย็น-ประคบร้อน: ในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรกที่มีอาการปวดเฉียบพลัน อาจใช้การประคบเย็นเพื่อลดการอักเสบ หลังจากนั้น หากเป็นอาการปวดเรื้อรังหรือปวดตึงเกร็ง สามารถใช้การประคบร้อนเพื่อช่วยคลายกล้ามเนื้อได้
  • ปรับท่านั่ง: หลีกเลี่ยงการนั่งไขว่ห้าง นั่งทับกระเป๋าสตางค์ หรือนั่งนานๆ โดยไม่ลุกเปลี่ยนอิริยาบถ ควรลุกขึ้นเดิน ยืดเหยียดบ้างเป็นระยะ

ทำกายภาพบำบัด ช่วยคลายกล้ามเนื้อ

นี่คือหัวใจสำคัญของการรักษาโรคนี้ครับ นักกายภาพบำบัดจะแนะนำและสอนท่าบริหารเพื่อยืดกล้ามเนื้อพิริฟอร์มิสและกล้ามเนื้อสะโพกส่วนอื่นๆ รวมถึงเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (core muscles) ซึ่งจะช่วยลดการกดทับเส้นประสาทและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำได้

  • ท่าบริหารยืดเหยียดกล้ามเนื้อพิริฟอร์มิส: เช่น ท่ายืดเหยียดแบบนอนหงาย โดยยกขาข้างที่ปวดขึ้นมาใช้มือดึงเข่าเข้าหาลำตัว หรือใช้มือจับข้อเท้าไขว้ไปบนเข่าอีกข้างแล้วดึงเข้าหาตัว
  • การนวดบำบัด: การนวดคลายกล้ามเนื้อพิริฟอร์มิสด้วยตนเอง หรือกับนักกายภาพบำบัด จะช่วยลดการตึงเกร็งได้

การใช้ยาบรรเทาอาการ

คุณหมออาจพิจารณาให้ยาเพื่อบรรเทาอาการปวด:

  • ยาแก้ปวดกลุ่มพาราเซตามอล: สำหรับลดอาการปวดเล็กน้อยถึงปานกลาง
  • ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs): เช่น ไอบูโพรเฟน หรือนาพรอกเซน เพื่อลดการอักเสบและอาการปวด
  • ยาคลายกล้ามเนื้อ: ในบางรายอาจได้รับยาคลายกล้ามเนื้อเพื่อช่วยลดการตึงเกร็ง

การใช้ยาควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์และเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด

การรักษาอื่นๆ ที่คุณหมออาจแนะนำ

หากอาการไม่ดีขึ้นด้วยวิธีการข้างต้น คุณหมออาจพิจารณา:

  • การฉีดยาเฉพาะที่: การฉีดยาสเตียรอยด์หรือยาชาเข้าที่กล้ามเนื้อพิริฟอร์มิสโดยตรง เพื่อลดการอักเสบและคลายกล้ามเนื้อ
  • การฉีดโบท็อกซ์: ในบางกรณี อาจมีการฉีดโบท็อกซ์เพื่อคลายกล้ามเนื้อที่เกร็งตัวมากเกินไป
  • การผ่าตัด: เป็นทางเลือกสุดท้ายที่พบน้อยมาก จะพิจารณาเมื่อการรักษาอื่นๆ ไม่ได้ผลเลย และอาการรุนแรงมาก

ป้องกัน "กลุ่มอาการกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท" ได้ยังไง?

การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอครับ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ ควรทำสิ่งเหล่านี้เป็นประจำ:

  • ยืดเหยียดกล้ามเนื้อสะโพกและก้นเป็นประจำ: โดยเฉพาะหลังออกกำลังกาย หรือหลังนั่งนานๆ
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและกล้ามเนื้อสะโพก
  • ปรับท่านั่งให้ถูกต้อง: หลีกเลี่ยงการนั่งไขว่ห้าง นั่งทับกระเป๋าสตางค์ หรือนั่งในท่าเดิมนานเกินไป
  • เลือกเก้าอี้ที่เหมาะสม: นั่งบนเก้าอี้ที่มีพนักพิงรองรับหลังได้ดี และมีเบาะรองนั่งที่นุ่มสบาย
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่กระตุ้นอาการ: หากรู้ว่าท่าทางหรือกิจกรรมใดทำให้ปวด ควรหลีกเลี่ยงหรือปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม

เมื่อไหร่ที่ควรรีบมาพบคุณหมอ?

แม้ว่าอาการส่วนใหญ่จะดีขึ้นได้ด้วยการดูแลตัวเอง แต่มีบางกรณีที่คุณไม่ควรละเลยและควรรีบมาพบคุณหมอทันที:

  • อาการปวดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก
  • มีอาการอ่อนแรงของขาหรือเท้าชัดเจน
  • มีอาการชา หรือรู้สึกผิดปกติบริเวณอวัยวะเพศหรือรอบทวารหนัก
  • ควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้
  • มีอาการปวดหลังจากการบาดเจ็บรุนแรง เช่น หกล้มก้นกระแทกอย่างแรง
  • อาการไม่ดีขึ้นหลังจากดูแลตัวเองมาสักระยะหนึ่งแล้ว

อาการเหล่านี้อาจบ่งบอกถึงภาวะที่รุนแรงกว่ากลุ่มอาการกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท และจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและการรักษาจากแพทย์โดยเร็วที่สุด

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพที่คุณต้องการ หรือเลือกดูตามหมวดหมู่

🐻 แชทคุยกับคุณหมอนะคะ