เวลาที่เราพูดถึงโรคไวรัสตับอักเสบ ไม่ว่าจะเป็นไวรัสตับอักเสบบีหรือซี สิ่งแรกที่คนไข้มักจะนึกถึงก็คือเรื่องของตับอักเสบ ตับแข็ง หรือมะเร็งตับ ซึ่งเป็นเรื่องจริงในแง่ของผลกระทบโดยตรงที่เชื้อไวรัสนี้เข้าไปทำลายเซลล์ตับของเรา แต่ในฐานะแพทย์ที่ตรวจคนไข้อยู่ทุกวัน ผมมักจะเจออีกหนึ่งมุมที่น่ากลัวไม่แพ้กัน นั่นก็คือเรื่องราวของ ภาวะแทรกซ้อนทางระบบภูมิคุ้มกัน ที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากตัวตับ
หลายคนอาจจะสงสัยว่า เชื้อไวรัสที่อยู่ในตับ มันจะไปทำให้ส่วนอื่นของร่างกายพังได้อย่างไร เรื่องนี้ต้องอธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ว่า ร่างกายของเราไม่ได้นิ่งดูดายเวลาที่มีเชื้อโรคแปลกปลอมเข้ามา ระบบภูมิคุ้มกันจะพยายามสร้างสารภูมิต้านทานขึ้นมาต่อสู้ แต่บางครั้ง การต่อสู้ยืดเยื้อนี้กลับสร้างผลข้างเคียงที่เรียกว่า Immune complex ไปตกตะกอนตามอวัยวะต่างๆ จนทำให้ภูมิคุ้มกันของเราเกิดอาการสับสน และหันมาโจมตีเนื้อเยื่อดีๆ ในร่างกายเสียเอง กลายเป็นโรคกลุ่มแพ้ภูมิตัวเองที่พ่วงมากับไวรัสตับอักเสบนั่นเอง
อาการเตือนแบบไหนที่บอกว่าภูมิคุ้มกันเริ่มรวนจากไวรัสตับอักเสบ?
เวลาที่คนไข้เดินเข้ามาในห้องตรวจด้วยอาการปวดตามข้อ ผื่นขึ้นตามผิวหนัง หรือมีอาการชาตามปลายมือปลายเท้า โดยที่ตรวจเลือดแล้วพบว่าเป็นไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญครับ แต่มันคือสัญญาณเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่นระหว่างเชื้อไวรัสกับระบบภูมิคุ้มกันที่ทำงานผิดเพี้ยนไป
อาการเหล่านี้มักจะไม่ได้แสดงออกทันทีในช่วงแรกที่ติดเชื้อ แต่จะค่อยๆสะสมและแสดงอาการออกมาเมื่อเวลาผ่านไป จนบางครั้งคนไข้ไปหาหมอเฉพาะทางด้านผิวหนัง หรือหมอโรคข้อและรูมาติซั่ม โดยไม่รู้เลยว่าต้นตอที่แท้จริงมาจากตับที่มีเชื้อไวรัสซ่อนอยู่
โรคข้ออักเสบและผื่นผิวหนัง: เมื่อภูมิต้านทานโจมตีผิดที่
หนึ่งในโรคแทรกซ้อนทางระบบภูมิคุ้มกันที่ผมพบได้บ่อยคืออาการปวดข้อและข้ออักเสบ คล้ายๆ กับคนที่เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ คนไข้จะตื่นมาแล้วรู้สึกว่าหิ้วมือไม่ไหว ข้อยึดติดในตอนเช้า หรือมีผื่นแดงๆ ขึ้นตามขาและลำตัว ซึ่งเกิดจากการที่เม็ดเลือดขาวและสารภูมิต้านทานไปจับตัวกับเชื้อไวรัส แล้วล่องลอยไปติดอยู่ตามผนังหลอดเลือดฝอย ผิวหนัง และข้อต่อ จนเกิดการอักเสบเรื้อรังขึ้นมา
หากปล่อยทิ้งไว้โดยรักษาแค่ตามอาการปวด ผื่นก็จะไม่หายขาด เพราะตัวการสำคัญคือเจ้าไวรัสตัวร้ายที่ยังลอยนวนอยู่ในตับคอยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ออกมาอาละวาดอยู่เรื่อยๆ
หลอดเลือดอักเสบภัยเงียบ: ภาวะที่อันตรายกว่าที่คิด
อีกหนึ่งภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและต้องระวังให้มากคือโรคหลอดเลือดอักเสบระบบ (Systemic Vasculitis) ซึ่งมักพบมีความสัมพันธ์กับไวรัสตับอักเสบบีและซี เมื่อภูมิคุ้มกันเข้าใจผิดและเข้าทำลายผนังหลอดเลือดทั่วร่างกาย จะส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้ไม่ดี
คนไข้กลุ่มนี้อาจมีอาการไข้เรื้อรัง น้ำหนักลด ปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง หรือมีความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างผิดปกติ บางรายอาจลามไปถึงเส้นประสาททำให้มีอาการชาหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งภาวะนี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์อย่างใกล้ชิด เพราะหากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญเกิดการอุดตัน จะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
โรคไตอักเสบจากภูมิคุ้มกันสะสม
ไตของเราเปรียบเสมือนเครื่องกรองน้ำขนาดใหญ่ที่มีหลอดเลือดฝอยอยู่จำนวนมาก เมื่อสารภูมิต้านทานที่ต่อสู้กับไวรัสตับอักเสบไหลเวียนไปทั่วร่างกาย ตะกอนของภูมิคุ้มกันเหล่านี้มักจะถูกส่งมาfiltrate ที่ไต และเกิดการไปติดค้างอยู่ จนทำให้เกิดภาวะไตอักเสบตามมา
สัญญาณเตือนว่าไตเริ่มมีปัญหาจากระบบภูมิคุ้มกันรวนคือ อาการขาบวม หน้าบวม หรือเวลาปัสสาวะแล้วมีฟองมากกว่าปกติ ซึ่งเกิดจากการที่โปรตีนรั่วออกมาทางปัสสาวะ หากตรวจพบเจอในระยะนี้ รีบจัดการที่ต้นตอจะช่วยยับยั้งไม่ให้ไตเสื่อมไปมากกว่าเดิม
วิธีดูแลรักษา: ต้องแก้ที่ต้นตอไม่ใช่แค่ปลายเหตุ
หลักการรักษาภาวะแทรกซ้อนทางระบบภูมิคุ้มกันเหล่านี้ ไม่ใช่แค่การกินยาแก้ปวด ยาทาแก้ผื่น หรือยากดภูมิคุ้มกันเพียงอย่างเดียว เพราะนั่นเป็นแค่การรักษาที่ปลายเหตุ สิ่งสำคัญที่สุดคือการควบคุมและกำจัดเชื้อไวรัสตับอักเสบที่เป็นตัวจุดชนวน
- การใช้ยาต้านไวรัส: เพื่อลดปริมาณไวรัสในเลือดลง ทำให้ภูมิคุ้มกันไม่ต้องทำงานหนักและเลิกสร้างสารภูมิต้านทานที่ผิดปกติขึ้นมาทำร้ายร่างกาย
- การใช้ยากดภูมิหรือยาลดอักเสบเฉพาะช่วงเวลา: ในกรณีที่ภูมิคุ้มกันอักเสบรุนแรง แพทย์อาจจำเป็นต้องให้ยาเพื่อระงับการอักเสบเร่งด่วน เพื่อไม่ให้อวัยวะภายในเสียหายถาวร
- การติดตามผลเลือดอย่างสม่ำเสมอ: ตรวจดูค่าการทำงานของตับ ปริมาณไวรัส และการทำงานของไต เพื่อปรับแผนการรักษาให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายในแต่ละช่วงเวลา
ท้ายที่สุดนี้ อยากฝากไว้ว่า โรคไวรัสตับอักเสบไม่ใช่เรื่องไกลตัว และผลกระทบของมันไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องตับ หากใครที่มีโรคประจำตัวเป็นไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง แล้วเริ่มมีอาการผิดปกติแปลกๆ เช่น ปวดข้อเรื้อรัง ผื่นขึ้นไม่หาย หรือมีอาการบวมตามร่างกาย อย่ามองข้ามเด็ดขาด รีบเข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจเช็กระบบภูมิคุ้มกันและตับอย่างละเอียด จะได้แก้ไขได้ทันท่วงทีก่อนที่อะไรจะสายเกินไป