เวลาที่คุณแม่เพิ่งอุ้มลูกน้อยกลับมาจากโรงพยาบาล สิ่งหนึ่งที่มักจะทำให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่กังวลใจไม่น้อยเลยก็คือ การที่ลูกมีอาการตาแฉะ มีน้ำตาเอ่อคลอยู่ตลอดเวลา หรือตื่นมาแล้วมีคราบขี้ตาเกรอะกรังจนลืมตาแทบไม่ขึ้น หลายคนอาจคิดว่าเป็นแค่เรื่องฝุ่นผงเข้าตาธรรมดา แต่ในทางการแพทย์แล้ว อาการเหล่านี้มีสาเหตุที่หลากหลายมาก การวินิจฉัยแยกโรคตาแฉะในทารก จึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่คุณหมอต้องตรวจอย่างละเอียด เพื่อจะได้รักษาให้ตรงจุดและไม่พลาดโรคที่อันตราย
ลูกตาแฉะตั้งแต่เกิด: เช็กด่วนว่าท่อน้ำตาอุดตันหรือเปล่า
อาการตาแฉะที่พบบ่อยที่สุดในเด็กทารกแรกเกิด มักจะมีสาเหตุมาจากภาวะท่อน้ำตาอุดตัน (Congenital Nasolacrimal Duct Obstruction) ซึ่งเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยประมาณร้อยละยี่สิบของเด็กเกิดใหม่ โดยธรรมชาติแล้ว ท่อน้ำตาของเด็กบางคนอาจยังเปิดไม่สนิทในช่วงที่คลอดออกมา ทำให้น้ำตาที่สร้างขึ้นระบายลงสู่จมูกไม่ได้ น้ำตาก็เลยเอ่อล้นออกมาขังอยู่ที่ขอบตา ทำให้เราเห็นลูกตาแฉะอยู่ตลอดเวลาเหมือนคนกำลังจะร้องไห้ตลอดเวลา
ลักษณะเด่นของภาวะนี้คือ ลูกมักจะมีน้ำตาคลอเบ้าและตาแฉะทั้งสองข้างหรือข้างเดียวตั้งแต่ช่วงสัปดาห์แรกๆ หลังคลอด แต่ตาขาวจะยังคงเป็นสีขาวปกติ ไม่มีอาการแดงก่ำ และถ้าไม่มีการติดเชื้อแทรกซ้อน ก็จะไม่มีขี้ตาที่เป็นหนองสีเหลืองเขียว นอกจากน้ำตาเอ่อแล้วก็ไม่มีอาการอื่นร่วมด้วย
ขี้ตาเขียว ตาแดงร่วมด้วย: สัญญาณเตือนการติดเชื้อที่ต้องระวัง
ถ้าอาการตาแฉะของลูกน้อยไม่ได้มาจากท่อน้ำตาอุดตันธรรมดา แต่ออกแนวมีขี้ตาเหลืองขี้ตาเขียวเหนียวหนืดร่วมด้วย หรือสังเกตเห็นว่าตาขาวของลูกเริ่มมีสีแดงก่ำ เปลือกตาบวมตุ่ย อาการแบบนี้มักจะเกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งคุณหมอต้องทำการแยกโรคให้ชัดเจนว่าเป็นอะไรกันแน่
ตาอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสในเด็กแรกเกิด
การอักเสบติดเชื้อในตาของทารกแรกเกิด (Ophthalmia Neonatorum) เป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบวินิจฉัย เพราะอาจติดเชื้อมาจากช่องคลอดของคุณแม่ขณะคลอด เช่น เชื้อหนองในแท้หรือหนองในเทียม ซึ่งมีความรุนแรงมากจนอาจทำให้กระจกตาเสียหายและสูญเสียการมองเห็นได้ หากลูกมีอาการตาแฉะร่วมกับมีหนองไหลทะลักออกมาเยอะมากภายในช่วงสองสามวันแรกหลังคลอด ต้องรีบมาพบแพทย์ทันทีเพื่อส่งตรวจหาเชื้อและให้ยาหยอดตาหรือยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสม
เยื่อบุตาอักเสบทั่วไปในเด็กโตขึ้นมาหน่อย
หากเด็กโตขึ้นมาอีกนิดแล้วเริ่มมีอาการตาแฉะ ตาแดง เคืองตา และมีขี้ตาตอนตื่นนอน สาเหตุส่วนใหญ่จะมาจากโรคเยื่อบุตาอักเสบ (Conjunctivitis) ซึ่งอาจเกิดจากเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรืออาการแพ้ฝุ่นละออง สิ่งสำคัญคือคุณหมอจะดูว่ากระจกตาดำมีความขุ่นมัวร่วมด้วยหรือไม่ เพื่อแยกโรคต้อหินแต่กำเนิดซึ่งเป็นอีกหนึ่งโรคอันตราย
ตาแฉะร่วมกับกระจกตาโตและสู้แสงไม่ได้: โรคต้อหินแต่กำเนิดที่ต้องรีบรักษา
อีกหนึ่งสาเหตุที่อันตรายมากและคุณหมอต้องนึกถึงเสมอเวลาตรวจเด็กตาแฉะ คือ โรคต้อหินในเด็กแรกเกิด (Congenital Glaucoma) โรคนี้เกิดจากความผิดปกติของการระบายน้ำในลูกตา ทำให้ความดันภายในลูกตาสูงขึ้นกว่าปกติ
เด็กที่เป็นโรคนี้จะไม่เพียงแค่มีอาการตาแฉะและน้ำตาไหลพรากเท่านั้น แต่จะมีอาการสำคัญร่วมด้วยคือ กลัวแสง หลับตาปี๋เมื่อเจอแสงสว่าง และที่สังเกตได้ชัดคือตาดำของลูกจะดูมีขนาดใหญ่ผิดปกติและมีความขุ่นมัวดูฟ้าๆ มัวๆ หากพบอาการเหล่านี้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางจักษุวิทยาที่ต้องได้รับการผ่าตัดรักษาโดยด่วนเพื่อรักษาการมองเห็นเอาไว้
วิธีดูแลเบื้องต้นที่บ้านและการสังเกตอาการเพื่อบอกคุณหมอ
ในระหว่างที่รอมาพบแพทย์ หรือในกรณีที่เป็นภาวะท่อน้ำตาอุดตันไม่รุนแรง คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยดูแลลูกน้อยเบื้องต้นได้ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้
- ใช้น้ำสะอาดต้มสุกที่ทิ้งไว้จนอุ่น ชุบด้วยสำลีสะอาดเช็ดทำความสะอาดรอบดวงตาและคราบขี้ตาเบาๆ โดยเช็ดจากหัวตาไปยังหางตา
- หลีกเลี่ยงการใช้มือสกปรกไปสัมผัสดวงตาของลูก
- หากคุณหมอวินิจฉัยว่าเป็นท่อน้ำตาอุดตัน สามารถใช้นิ้วก้อยนวดเบาๆ ที่บริเวณหัวตาของลูกตรงสันจมูก เพื่อช่วยกระตุ้นให้พังผืดที่ปิดอยู่เปิดออก
- สังเกตลักษณะของน้ำตา ขี้ตา สีของตาขาว และพฤติกรรมการลืมตาของลูก เพื่อนำไปเล่าให้คุณหมอฟังสรุปอาการได้อย่างแม่นยำ
ท้ายที่สุดนี้ อาการตาแฉะในทารกอาจเป็นเพียงแค่เรื่องเล็กน้อยอย่างท่อน้ำตาอุดตันที่รอเวลาหายได้เองเมื่อโตขึ้น แต่ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคทางตาที่รุนแรงได้เช่นกัน การพามาพบกุมารแพทย์หรือจักษุแพทย์เด็กเพื่อทำการตรวจวินิจฉัยแยกโรคอย่างถูกต้อง จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อความปลอดภัยและอนาคตการมองเห็นที่สดใสของลูกน้อยครับ