เวลาที่ต้องดูแลคนในครอบครัวที่นอนติดเตียงเป็นเวลานาน สิ่งหนึ่งที่คนดูแลมักจะต้องเจออยู่เสมอและสร้างความกังวลใจไม่น้อยก็คือเรื่องของเสมหะ หลายคนอาจคิดว่าเสมหะก็แค่เรื่องน่ารำคาญที่ต้องคอยไอหรือดูดออก แต่ในความเป็นจริงแล้ว สำหรับผู้ป่วยที่ขยับตัวได้น้อย การมีเสมหะตกค้างและอุดตันอยู่ในทางเดินหายใจนั้นอันตรายกว่าที่คิด เพราะมันอาจนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า ภาวะปอดแฟบจากการอุดตันของเสมหะ ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่หมออยากให้ผู้ดูแลทุกคนทำความเข้าใจและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
ทำไมผู้ป่วยติดเตียงถึงเสมหะเหนียวและปอดแฟบได้ง่ายจัง
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองนึกภาพว่าปอดของเราเหมือนฟองน้ำชิ้นใหญ่ที่มีหลอดลมแตกแขนงเหมือนกิ่งไม้คอยส่งอากาศเข้าไปหล่อเลี้ยง ปกติแล้วร่างกายจะมีกลไกตามธรรมชาติในการขับเสมหะ ไม่ว่าจะเป็นการไอ การจาม หรือการทำงานของเซลล์ขนเล็กๆ ในหลอดลมที่คอยกวาดสิ่งแปลกปลอมขึ้นมา
แต่สำหรับผู้ป่วยติดเตียง กลไกเหล่านี้มักจะทำงานได้ไม่เต็มที่เนื่องจากนอนท่าเดิมนานๆ แรงเบ่งในการไอไม่มีเพราะกล้ามเนื้ออ่อนแรง ประกอบกับการดื่มน้ำน้อยทำให้เสมหะเหนียวข้น เมื่อเสมหะเหล่านี้ไม่ถูกกำจัดออก มันก็จะไหลมารวมกันและอุดกั้นหลอดลมส่วนต่างๆ ลมหายใจจึงไม่สามารถผ่านเข้าไปขยายถุงลมส่วนนั้นได้ เมื่อถุงลมไม่มีอากาศเข้าไปอยู่ข้างในนานเข้า มันจึงแฟบยุบตัวลง กลายเป็น ภาวะปอดแฟบจากการอุดตันของเสมหะ ที่ทำให้ผู้ป่วยหายใจลำบาก ออกซิเจนในเลือดลดต่ำลง และเสี่ยงต่อการติดเชื้อในปอดตามมาได้อย่างรวดเร็ว
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าเสมหะเริ่มไปอุดตันปอดแล้ว
เนื่องจากผู้ป่วยติดเตียงหลายคนไม่สามารถบอกเล่าอาการความผิดปกติด้วยตัวเองได้ หน้าที่ในการสังเกตจึงตกอยู่ที่คนใกล้ชิด หากสังเกตเห็นอาการเหล่านี้ ภาวะปอดแฟบจากการอุดตันของเสมหะ อาจกำลังเกิดขึ้น:
- หายใจเร็วกว่าปกติหรือหายใจหอบเหนื่อย: สังเกตได้จากการขยับขึ้นลงของหน้าอกที่ถี่ขึ้น หรือจมูกบานเวลาหายใจ
- ได้ยินเสียงครืดคราดในลำคอหรือหน้าอก: เวลาเอามือแตะที่หน้าอกผู้ป่วย จะรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนจากการสะสมของเสมหะ
- ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้าเริ่มเขียวคล้ำ: แสดงว่าร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องระวัง
- ไข้ขึ้นสูงเฉียบพลัน: มักเกิดขึ้นร่วมกับการติดเชื้อในเนื้อปอดส่วนที่แฟบลงไป
วิธีดูแลและป้องกันไม่ให้เกิดภาวะปอดแฟบจากเสมหะอุดตัน
การป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาตั้งแต่แรกย่อมดีกว่าการมารักษาทีหลัง หมอมีแนวทางปฏิบัติง่ายๆ ที่ผู้ดูแลสามารถทำได้เป็นประจำทุกวันเพื่อลดความเสี่ยงนี้:
เปลี่ยนท่าให้ผู้ป่วยนอนพลิกตัวทุกสองชั่วโมง
การนอนท่าเดิมตลอดเวลาจะทำให้เสมหะไหลไปกองรวมกันในปอดด้านใดด้านหนึ่งตามแรงโน้มถ่วง การพลิกตะแคงซ้าย ขวา หรือปรับเตียงให้หัวสูงขึ้น จะช่วยกระจายการระบายอากาศในปอดและช่วยให้เสมหะเคลื่อนตัวหลุดออกมาได้ง่ายขึ้น
เคาะปอดและจัดท่าระบายเสมหะอย่างถูกวิธี
การเคาะปอดช่วยให้เสมหะที่เกาะติดอยู่ตามผนังหลอดลมหลุดร่วงออกมา โดยใช้มือทำเป็นอุ้งมือเคาะเบาๆ บริเวณหน้าอกและแผ่นหลังตามตำแหน่งของกลีบปอด หลีกเลี่ยงบริเวณกระดูกสันหลังและกระดูกซี่โครงส่วนล่าง และควรทำก่อนมื้ออาหารอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงเพื่อป้องกันการสำลัก
ช่วยดูดเสมหะออกเมื่อมีปริมาณมาก
หากผู้ป่วยมีเสมหะเหนียวและไม่สามารถไอขับออกมาได้เอง การใช้เครื่องดูดเสมหะถือเป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องทำด้วยความนุ่มนวล ระมัดระวังไม่ให้สายดูดไปกระทบกับเยื่อบุหลอดลมจนเกิดแผลอักเสบ และต้องรักษาความสะอาดของอุปกรณ์ให้อยู่เสมอเพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย
ดื่มน้ำให้เพียงพอและช่วยให้ความชื้น
ความชุ่มชื้นคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้เสมหะที่เหนียวข้นเหลวลงได้ หากผู้ป่วยดื่มน้ำทางปากได้ควรจิบน้ำบ่อยๆ หรือถ้าให้อาหารทางสายยางควรได้รับปริมาณน้ำตามที่แพทย์แนะนำ นอกจากนี้การใช้เครื่องพ่นละอองยาขยายหลอดลมหรือน้ำเกลือพ่นคอตามแพทย์สั่ง ก็ช่วยละลายเสมหะได้เป็นอย่างดี
เมื่อไหร่ที่อาการแบบนี้ควรพาไปโรงพยาบาลทันที
แม้ว่าการดูแลเบื้องต้นจะช่วยลดปัญหาเสมหะอุดตันได้ดี แต่มีบางสถานการณ์ที่เกินความสามารถของผู้ดูแลและจำเป็นต้องอาศัยการรักษาจากแพทย์ หากพบว่าผู้ป่วยมีอาการหายใจหอบเหนื่อยรุนแรงจนใช้กล้ามเนื้อหน้าอกช่วยหายใจ ริมฝีปากเขียวคล้ำอย่างเห็นได้ชัด มีไข้สูงร่วมกับซึมลง หรือเครื่องดูดเสมหะแล้วอาการไม่ดีขึ้น ไม่ควรฝืนดูต่อที่บ้าน ควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยด่วนเพื่อให้แพทย์ทำการตรวจวินิจฉัยด้วยการเอกซเรย์ปอด และอาจต้องใส่สายส่องกล้องเพื่อเคลียร์เสมหะออกในกรณีที่อุดตันรุนแรง