จู่ๆ ในขณะที่ลูกน้อยกำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน หรือนอนหลับอยู่ในห้องปรับอากาศที่เย็นฉ่ำ ก็มีหยดเลือดสีแดงสดไหลซึมออกมาจากรูจมูก เหตุการณ์เหล่านี้มักสร้างความตกใจและตระหนกให้กับคุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองอยู่เสมอ อาการดังกล่าวในภาษาชาวบ้านมักเรียกกันว่า อาการจมูกแตกเข็ม หรือเลือดกำเดาไหล ซึ่งแท้จริงแล้วคือภาวะที่เส้นเลือดฝอยบริเวณผนังกั้นจมูกส่วนหน้าเกิดการปริแตก
เมื่อเผชิญกับสถานการณ์เฉพาะหน้าเช่นนี้ การตั้งสติและรู้วิธีรับมือที่ถูกต้องจะช่วยระงับอาการได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกถึงสาเหตุที่แท้จริง พร้อมทั้งแนะนำขั้นตอนปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์เพื่อการดูแลคนที่คุณรักอย่างถูกวิธี
ทำความเข้าใจก่อนปฐมพยาบาล: ทำไมจมูกถึงแตกเข็มได้ง่าย?
ภายในโพรงจมูกของเรา โดยเฉพาะบริเวณส่วนหน้าของผนังกั้นช่องจมูก เป็นจุดรวมของเส้นเลือดฝอยขนาดเล็กจำนวนมาก ซึ่งมีผิวสัมผัสที่บอบบางและไวต่อสิ่งกระตุ้นภายนอกอย่างยิ่ง สาเหตุหลักๆ ที่กระตุ้นให้เส้นเลือดฝอยเหล่านี้แตกออก ได้แก่:
- สภาพอากาศที่แห้งและเย็น: การนอนในห้องปรับอากาศเป็นเวลานาน หรือการเผชิญกับสภาพอากาศหนาวเย็น ทำให้เยื่อบุจมูกแห้ง ขาดความชุ่มชื้น และเปราะแตกได้ง่ายกว่าปกติ
- การแคะ แกะ เกา: พฤติกรรมที่พบบ่อยในเด็กเล็ก ซึ่งบางครั้งทำไปโดยไม่รู้ตัวขณะหลับ หรือเมื่อรู้สึกระคายเคืองในโพรงจมูก
- โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ: อาการจามบ่อยๆ หรือการสั่งน้ำมูกแรงๆ ทำให้เกิดแรงดันสูงในเส้นเลือดฝอยส่งผลให้เกิดการปริแตกได้ง่าย
ขั้นตอนและวิธีการปฐมพยาบาลอาการจมูกแตกเขอย่างถูกวิธีและปลอดภัย
หากพบว่าลูกน้อยหรือคนใกล้ตัวมีเลือดกำเดาไหลออกมา การปฐมพยาบาลในทันทีอย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยมีขั้นตอนปฏิบัติตามหลักการแพทย์ดังต่อไปนี้
1. จัดท่าทางให้ถูกต้อง: นั่งก้มหน้าเล็กน้อย
ให้คนไข้นั่งตัวตรงบนเก้าอี้แล้วก้มศีรษะลงข้างหน้าเล็กน้อย ข้อห้ามสำคัญคือ ห้ามเงยหน้าขึ้นเด็ดขาด เนื่องจากความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าการเงยหน้าจะช่วยหยุดเลือดนั้นเป็นสิ่งที่ผิดและอันตราย การเงยหน้าจะทำให้เลือดไหลย้อนลงไปในลำคอ ซึ่งอาจทำให้คนไข้กลืนเลือดลงไปจนระคายเคืองกระเพาะอาหาร เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน หรือในกรณีที่ร้ายแรง เลือดอาจไหลลงสู่หลอดลมจนเกิดการสำลักและอุดกั้นทางเดินหายใจได้
2. หนีบปีกจมูกเข้าหากัน
ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้บีบปีกจมูกทั้งสองข้างเข้าหากันเบาๆ เพื่อกดทับบริเวณผนังกั้นจมูกส่วนหน้าซึ่งเป็นจุดที่เส้นเลือดฝอยแตกบ่อยที่สุด โดยให้บีบค้างไว้ติดต่อกันประมาณ 5 ถึง 10 นาที ในระหว่างนี้ให้คนไข้หายใจทางปากแทน และไม่ควรปล่อยมือออกมาดูบ่อยๆ เพราะจะทำให้ลิ่มเลือดที่กำลังก่อตัวเพื่อปิดแผลหลุดออกและทำให้เลือดไหลไม่หยุด
3. ประคบเย็นเพื่อช่วยให้เส้นเลือดหดตัว
นำผ้าเย็นหรือถุงน้ำแข็งห่อด้วยผ้าขนหนูมาประคบบริเวณดั้งจมูก หน้าผาก หรือรอบๆ ลำคอ ความเย็นจะช่วยกระตุ้นให้หลอดเลือดฝอยในโพรงจมูกหดตัวลง ทำให้เลือดหยุดไหลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
4. พักผ่อนและงดการทำกิจกรรมหนัก
หลังจากเลือดหยุดไหลแล้ว ควรให้คนไข้นอนพักนิ่งๆ หลีกเลี่ยงการสั่งน้ำมูก การแคะจมูก หรือการออกวิ่งเล่นอย่างรุนแรงเป็นเวลาอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้เส้นเลือดฝอยที่เพิ่งปิดตัวลงเปิดขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
ความเข้าใจผิดที่ต้องหลีกเลี่ยงในการดูแลอาการ
การนำกระดาษทิชชู่ สำลี หรือผ้าก๊อซอุดเข้าไปในรูจมูกลึกๆ เป็นสิ่งที่ไม่แนะนำ เนื่องจากเมื่อเลือดแห้งตัวลง ลิ่มเลือดจะเกาะติดกับผิวสัมผัสของวัสดุเหล่านั้น เมื่อดึงวัสดุเหล่านั้นออกจะไปดึงรั้งแผลให้เปิดออกอีกครั้ง และอาจทำให้เยื่อบุจมูกเกิดการอักเสบระคายเคืองมากกว่าเดิม
อาการแบบไหนที่ต้องรีบพาไปพบแพทย์ในทันที?
แม้ว่าอาการจมูกแตกเข็มส่วนใหญ่จะสามารถดูแลให้หายได้เองที่บ้าน แต่มีสัญญาณเตือนบางประการที่บ่งชี้ว่าควรได้รับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยด่วน:
- ทำการบีบจมูกและประคบเย็นอย่างถูกต้องแล้วเป็นเวลาเกินกว่า 20 นาที แต่เลือดยังคงไหลไม่หยุด
- เลือดไหลออกมาในปริมาณมากผิดปกติ หรือไหลออกทั้งทางจมูกและปากพร้อมกัน
- คนไข้มีอาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะ ตัวซีด เซื่องซึม หรือหมดสติ
- อาการเกิดขึ้นหลังจากได้รับอุบัติเหตุหรือการกระแทกอย่างรุนแรงบริเวณใบหน้าและจมูก ซึ่งอาจเสี่ยงต่อกระดูกจมูกหัก
การดูแลใส่ใจเรื่องความชุ่มชื้นในโพรงจมูก เช่น การใช้น้ำเกลือล้างจมูกพ่นละอองฝอย หรือการใช้เครื่องเพิ่มความชื้นในห้องนอนในช่วงที่อากาศแห้ง จะเป็นแนวทางป้องกันชั้นยอดที่ช่วยลดโอกาสการเกิดอาการนี้ซ้ำๆ ได้เป็นอย่างดี