กลางดึกคืนหนึ่ง หมอเคยเจอคุณพ่อคุณแม่คู่หนึ่งอุ้มลูกน้อยวัยขวบเศษวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องฉุกเฉิน เด็กน้อยมีไข้ขึ้นสูง อาเจียนแทบทุกครั้งที่ดื่มนม และมีอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำพุ่งออกมาจนเลอะผ้าอ้อมไปหมด แววตาของคนเป็นพ่อแม่เต็มไปด้วยความวิตกกังวลและเหนื่อยล้า เหตุการณ์แบบนี้เป็นภาพที่หมอเห็นจนชินตา และเกือบทั้งหมดมีสาเหตุมาจาก โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันจากไวรัส โดยมีตัวการร้ายอันดับต้นๆ คือ ไวรัสโรตา (Rotavirus)
ทำไมไวรัสโรตาถึงเป็นตัวร้ายที่คอยรังควานเด็กเล็ก?
ไวรัสโรตาเป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดอาการอักเสบในกระเพาะอาหารและลำไส้ ความน่ากลัวของมันคือความสามารถในการแพร่กระจายที่รวดเร็วมาก เชื้อนี้มีความคงทนสูง สามารถเกาะอยู่ตามของเล่น ลูกบิดประตู หรือสิ่งของต่างๆ ได้นานเป็นสัปดาห์ เมื่อเด็กๆ นำมือที่สัมผัสสิ่งของเหล่านั้นเข้าปาก เชื้อไวรัสก็จะเข้าสู่ร่างกายทันที แม้จะล้างมือบ่อยแล้ว แต่บางครั้งก็ยังยากที่จะหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะในสถานรับเลี้ยงเด็กหรือโรงเรียนอนุบาล
อาการแบบไหนที่บ่งบอกว่าโดนไวรัสโรตาเล่นงาน?
อาการของโรคนี้มักจะรุนแรงและชัดเจนกว่าการติดเชื้อไวรัสท้องเสียชนิดอื่น โดยทั่วไปจะแสดงอาการหลังได้รับเชื้อประมาณ 1-3 วัน โดยมีลำดับอาการที่พ่อแม่สามารถสังเกตได้ดังนี้
- เริ่มจากอาเจียนและมีไข้: ในช่วง 1-2 วันแรก เด็กมักจะมีไข้ต่ำๆ ถึงไข้สูง ร่วมกับอาการอาเจียนบ่อยครั้ง กินอะไรเข้าไปก็อาเจียนออกหมด จนทำให้ร่างกายเริ่มอ่อนเพลีย
- ตามมาด้วยอาการท้องเสียรุนแรง: หลังจากเริ่มอาเจียน เด็กจะมีอาการถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำปริมาณมาก มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวเฉพาะตัว บางรายอาจถ่ายบ่อยถึงวันละ 10-20 ครั้ง ซึ่งอาการท้องเสียนี้อาจลากยาวไปได้ถึง 5-7 วัน
สัญญาณเตือนภัยเรื่องการขาดน้ำที่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
สิ่งที่หมอกังวลที่สุดไม่ใช่ตัวไวรัสโดยตรง แต่คือภาวะขาดน้ำและเกลือแร่จากการอาเจียนและถ่ายเหลวปริมาณมาก หากร่างกายสูญเสียน้ำอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้รับการชดเชย อาจนำไปสู่ภาวะช็อกและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ พ่อแม่ควรรีบพาลูกมาพบแพทย์ทันทีหากสังเกตเห็นอาการเหล่านี้
- ริมฝีปากแห้งผาก ลิ้นแห้ง ไม่มีน้ำตาเวลาฝิกร้องไห้
- เบ้าตาดูบุ๋มลงไปอย่างเห็นได้ชัด
- ปัสสาวะออกน้อยลงมาก หรือผ้าอ้อมแห้งสนิทนานเกิน 6 ชั่วโมง
- กระหม่อมหน้าบุ๋มลง (ในเด็กทารกที่กระหม่อมยังไม่ปิด)
- ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด อ่อนเพลีย ไม่มีแรง หรือในบางรายอาจงอแงกระสับกระส่ายตลอดเวลา
รับมืออย่างไรเมื่อลูกท้องเสีย: วิธีดูแลอย่างถูกวิธีและปลอดภัย
เมื่อลูกเริ่มมีอาการ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป หมออยากเน้นย้ำแนวทางการดูแลที่ถูกต้องเพื่อป้องกันไม่ให้อาการบานปลาย
1. จิบน้ำเกลือแร่ ORS อย่างถูกวิธี
น้ำเกลือแร่สำหรับคนท้องเสีย (ORS) คือหัวใจสำคัญในการรักษา ไม่ควรให้เด็กดื่มน้ำเปล่าเปล่าๆ หรือน้ำผลไม้ เพราะจะทำให้เกลือแร่ในร่างกายยิ่งเจือจางและท้องเสียมากขึ้น วิธีการป้อนที่ถูกต้องคือ ให้ใช้ช้อนเล็กๆ ตักป้อน หรือให้จิบทีละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง ทุกๆ 5-10 นาที ห้ามให้ดื่มรวดเดียวหมดแก้ว เพราะการดื่มปริมาณมากในครั้งเดียวจะไปกระตุ้นให้เด็กอาเจียนออกมาอีก
2. อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงและควรรับประทาน
หากเด็กยังพอทานได้ ควรให้กินอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย เช่น โจ๊กเหลวหรือข้าวต้ม ใส่เกลือเล็กน้อย หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงและนมวัวชั่วคราว สำหรับเด็กที่ดื่มนมแม่ สามารถให้ดื่มนมแม่ต่อไปได้ตามปกติ เพราะในนมแม่มีภูมิคุ้มกันที่ช่วยให้ลำไส้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ส่วนเด็กที่ดื่มนมชง อาจต้องปรึกษาแพทย์เพื่อปรับสูตรนมเป็นสูตรที่ไม่มีน้ำตาลแลคโตสชั่วคราว
3. ห้ามซื้อยาหยุดถ่ายหรือยาฆ่าเชื้อมากินเองเด็ดขาด
นี่คือข้อผิดพลาดที่หมอเจอบ่อยที่สุด การกินยาหยุดถ่ายจะทำให้ลำไส้หยุดทำงาน เชื้อโรคและสารพิษจะถูกกักขังอยู่ในร่างกาย ส่งผลให้อาการแย่ลงและอาจเกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดได้ ส่วนยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อก็ไม่มีประโยชน์ในการรักษาโรคนี้ เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส ไม่ใช่เชื้อแบคทีเรีย การกินยาฆ่าเชื้อพร่ำเพรื่อยังเป็นการทำลายจุลินทรีย์ดีในลำไส้อีกด้วย
สร้างเกราะป้องกันให้ลูกน้อยด้วยวัคซีนโรตา
แม้ว่าเราจะรักษาความสะอาดอย่างดีที่สุด แต่เนื่องจากเชื้อนี้ติดต่อง่ายมาก วิธีการป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในปัจจุบันคือการหยอดวัคซีนป้องกันไวรัสโรตา ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดหยอดทางปากสำหรับเด็กเล็ก
วัคซีนนี้จะเริ่มหยอดเข็มแรกได้ตั้งแต่อายุ 2 เดือน และต้องหยอดให้ครบตามจำนวนครั้ง (2 หรือ 3 ครั้ง ขึ้นอยู่กับยี่ห้อของวัคซีน) ก่อนที่เด็กจะมีอายุครบ 6-8 เดือน แม้ว่าวัคซีนจะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่จากสถิติทางการแพทย์พบว่า วัคซีนโรตาสามารถลดความรุนแรงของโรค ลดโอกาสที่เด็กต้องนอนโรงพยาบาล และลดอัตราการเสียชีวิตจากภาวะขาดน้ำได้อย่างมีนัยสำคัญ
การเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดและการปฐมพยาบาลอย่างถูกวิธีตั้งแต่อาการเริ่มแรก คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ลูกน้อยผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้อย่างปลอดภัย หากไม่มั่นใจในอาการหรือเห็นว่าลูกเริ่มซึมลง การพามาพบแพทย์เพื่อประเมินอาการคือทางเลือกที่ดีที่สุดเสมอ