ตื่นเช้าขึ้นมาแล้วพบว่ามีคราบสีขาวหรือคราบเหลืองคล้ายหนองซึมติดกางเกงใน พอเข้าห้องน้ำไปปัสสาวะก็รู้สึกสะดุ้งเพราะอาการแสบร้อนเหมือนมีไฟลวกที่ปลายอวัยวะเพศ อาการเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้ชายหลายคนเคยเจอ แต่กลับเลือกที่จะเงียบไว้เพราะความอาย ไม่กล้าไปพบแพทย์ แล้วแอบไปซื้อยากินเองจนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่รักษายากกว่าเดิม
ในฐานะหมอ อยากบอกว่าอาการนี้ไม่ใช่เรื่องน่าอาย และเป็นภาวะที่พบได้บ่อยมากในเวชปฏิบัติประจำวัน การทำความเข้าใจสาเหตุและเข้ารับการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่แรกเริ่มจะช่วยให้หายขาดได้ไว และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์ในระยะยาว
ตื่นเช้ามาตกใจ มีหนองซึมปลายอวัยวะเพศและแสบเวลาฉี่ เกิดอะไรขึ้น?
อาการปัสสาวะแสบขัด ร่วมกับการมีมูกหรือหนองไหลออกจากปลายท่อปัสสาวะ เป็นสัญญาณเตือนสำคัญของ ภาวะท่อปัสสาวะอักเสบ (Urethritis) ซึ่งหมายถึงการอักเสบติดเชื้อของเยื่อบุภายในท่อปัสสาวะของผู้ชาย
เนื่องจากท่อปัสสาวะของผู้ชายเป็นทางผ่านทั้งของปัสสาวะและน้ำอสุจิ มีความยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร เมื่อเกิดการติดเชื้อ เยื่อบุท่อปัสสาวะจะบวม แดง และสร้างสารคัดหลั่งผิดปกติออกมา ส่งผลให้เกิดอาการระคายเคืองอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเวลาที่มีปัสสาวะซึ่งมีความเป็นกรดไหลผ่าน
ทำความเข้าใจภาวะท่อปัสสาวะอักเสบในผู้ชาย หนองในแท้กับหนองในเทียมต่างกันอย่างไร
หมอมักจะแบ่งกลุ่มการอักเสบของท่อปัสสาวะออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ เพื่อให้ง่ายต่อการเลือกใช้ยาปฏิชีวนะที่ตรงจุด
1. กลุ่มโรคหนองในแท้ (Gonococcal Urethritis)
เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae มักจะมีอาการค่อนข้างรุนแรงและแสดงอาการเร็ว หลังได้รับเชื้อเพียง 2-5 วัน คนไข้จะมีหนองสีเหลืองข้นหรือข้นเขียวไหลออกมาจากปลายอวัยวะเพศ ปริมาณมาก ร่วมกับปัสสาวะแสบขัดรุนแรงเหมือนโดนบาด
2. กลุ่มโรคหนองในเทียม (Non-Gonococcal Urethritis)
เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดอื่น ที่พบบ่อยที่สุดคือ Chlamydia trachomatis หรืออาจเกิดจากเชื้อ Mycoplasma, Ureaplasma และ Trichomonas ระยะฟักตัวจะนานกว่า อยู่ที่ประมาณ 1-3 สัปดาห์หลังสัมผัสเชื้อ อาการมักจะไม่รุนแรงเท่าหนองในแท้ สารคัดหลั่งมักเป็นมูกใสหรือมูกขาวใส ไม่ใช่หนองข้น และอาจมีเพียงอาการคันแสบข้างในท่อปัสสาวะเวลารีดหรือปัสสาวะเท่านั้น
สาเหตุหลักของอาการอักเสบของท่อปัสสาวะ การมีหนองไหล และปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง
เมื่อพูดถึง อาการอักเสบของท่อปัสสาวะ การมี หนองหรือมูกไหลออกมา มักสัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยงและการสัมผัสเชื้อ ดังนี้
- การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน: ทั้งการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางรูตูด หรือแม้แต่การทำออรัลเซ็กซ์ (Oral sex) โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย ทำให้เชื้อจากช่องคลอด ลำไส้ หรือในลำคอเข้าสู่ท่อปัสสาวะได้ direct
- การเปลี่ยนคู่นอนบ่อย: เพิ่มโอกาสสัมผัสกับเชื้อแบคทีเรียหลากหลายสายพันธุ์
- การบาดเจ็บหรือระคายเคืองทางกายภาพ: การใส่สายยางเนวปัสสาวะ การสำเร็จความใคร่ที่รุนแรงเกินไป หรือการใช้สารเคมีที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น สบู่ที่มีกรดแรง สเปรย์ หรือเจลหล่อลื่นบางชนิด
ปล่อยไว้นาน ไม่รีบรักษา ผลเสียรุนแรงกว่าที่คุณคิด
ผู้ชายหลายคนคิดว่ากินน้ำเยอะๆ แล้วอาการแสบขัดจะหายไปเอง หรือหนองจะแห้งไปเอง ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดมาก แม้อาการอักเสบระยะเฉียบพลันอาจลดลงได้เองในบางราย แต่เชื้อแบคทีเรียยังคงซ่อนตัวอยู่และสามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้
- อัณฑะอักเสบและท่อนำอสุจิอักเสบ (Epididymitis): เชื้อลุกลามขึ้นไปตามท่อนำอสุจิ ทำให้ปวดอัณฑะ บวม แดง มีไข้ และอาจส่งผลให้เกิดภาวะเป็นหมันในอนาคต
- ต่อมลูกหมากอักเสบ (Prostatitis): เชื้อแพร่กระจายไปยังต่อมลูกหมาก ทำให้ปวดร้าวบริเวณอุ้งเชิงตุ่ม ปัสสาวะลำบาก และรักษาให้หายขาดได้ยาก
- ท่อปัสสาวะตีบตัน (Urethral Stricture): การอักเสบเรื้อรังทำให้เกิดเนื้อเยื่อพังผืดข้างในท่อปัสสาวะ ส่งผลให้ท่อปัสสาวะแคบลง ฉี่พุ่งเบา ปัสสาวะไม่สุด และอาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัดขยายท่อปัสสาวะ
- แพร่เชื้อสู่คู่นอน: การไม่รักษาทำให้ส่งต่อเชื้อให้คู่นอนโดยไม่รู้ตัว ซึ่งในผู้หญิงอาจรุนแรงถึงขั้นปีกมดลูกอักเสบและติดเชื้อในอุ้งเชิงตุ่ม
ขั้นตอนการรักษาและการดูแลตัวเองให้หายขาด ไม่กลับมาเป็นซ้ำ
ข่าวดีคือภาวะนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้หากมารับการตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้อง
1. เข้ารับการตรวจหาเชื้อโดยตรง
หมอจะทำการตรวจปัสสาวะ หรือป้ายสารคัดหลั่งจากปลายท่อปัสสาวะไปส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ (เช่น วิธี PCR) เพื่อระบุชนิดของเชื้ออย่างแม่นยำ ไม่ควรซื้อยากินเองตามร้านขายยา เพราะการได้ยาปฏิชีวนะไม่ตรงกับเชื้อ หรือขนาดมื้อยาไม่ถูกต้อง จะทำให้เชื้อดื้อยาและรักษายากขึ้นมาก
2. ใช้ยาปฏิชีวนะตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
แพทย์อาจจ่ายยาฉีดเข็มเดียวร่วมกับยารับประทาน หรือยารับประทานต่อเนื่องเป็นเวลา 7-14 วัน สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องทานยาให้ครบตามกำหนด แม้ว่าอาการแสบขัดหรือหนองจะหายไปแล้วก็ตาม เพื่อกำจัดเชื้อให้หมดสิ้น
3. พาคู่นอนมารักษาพร้อมกัน
แม้คู่นอนจะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ก็ต้องได้รับคำปรึกษาและยารักษาพร้อมกัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อส่งกลับไปกลับมา (Ping-pong infection)
4. ข้อปฏิบัติสำคัญระหว่างการรักษา
- งดการมีเพศสัมพันธ์: เว้นการมีเพศสัมพันธ์ทุกรูปแบบจนกว่าจะรักษาครบและหมอยืนยันว่าหายขาดแล้ว (อย่างน้อย 7 วันหลังเริ่มรักษา)
- ห้ามบีบหรือเค้นปลายอวัยวะเพศ: การบีบดูว่ายังมีหนองอยู่ไหม จะยิ่งทำให้เยื่อบุท่อปัสสาวะเกิดการอักเสบและบาดเจ็บมากขึ้น
- ดื่มน้ำสะอาดมากๆ: ช่วยขับปัสสาวะและลดความเข้มข้นของปัสสาวะ ทำให้บรรเทาอาการแสบขัดได้ดีขึ้น
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และของเผ็ดร้อน: สารเหล่านี้ส่งผลระคายเคืองต่อระบบทางเดินปัสสาวะ ทำให้อาการแสบขัดแย่ลง
หากคุณกำลังมีอาการปัสสาวะแสบขัด หรือสังเกตเห็นหนองซึมจากปลายอวัยวะเพศ อย่าปล่อยให้ความกังวลและความอายมาขวางทางการรักษา ยิ่งมาพบหมอเร็วเท่าไร การรักษาก็ง่ายและใช้เวลาน้อยลงเท่านั้น สุขภาพระบบสืบพันธุ์เป็นเรื่องสำคัญที่ดูแลได้เสมอ