ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมลูกถึงดูขี้กังวลผิดปกติ

บ่อยครั้งที่ผมเจอคุณพ่อคุณแม่พาเด็กๆ มาปรึกษาด้วยเรื่องลูกดูเครียดง่าย ขี้ระแวง หรือร้องไห้งอแงเวลาต้องห่างจากเรา ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ความวิตกกังวลในเด็กและภาวะวิตกกังวลจากการแยกจาก เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติในระดับหนึ่ง แต่จุดที่หมออยากให้สังเกตคือเมื่อความกังวลนั้นเริ่มกระทบต่อชีวิตประจำวันของลูก ไม่ว่าจะเป็นการไปโรงเรียน การนอนหลับ หรือการเล่นกับเพื่อน

อาการแบบไหนที่เรียกว่าวิตกกังวลจากการแยกจาก

ภาวะนี้ไม่ได้หมายความว่าลูกแค่ติดพ่อแม่ แต่เป็นความกลัวที่รุนแรงเกินจริงเมื่อต้องห่างจากบุคคลที่เด็กผูกพัน ซึ่งมักจะแสดงออกผ่านอาการเหล่านี้:

  • ร้องไห้หนักมากหรือโวยวายเมื่อรู้ว่าจะต้องแยกจากพ่อแม่
  • กลัวว่าจะเกิดอันตรายกับตัวเองหรือคนในครอบครัวจนไม่อยากห่าง
  • ปฏิเสธที่จะไปโรงเรียนหรือไปนอนค้างบ้านเพื่อน
  • ฝันร้ายเกี่ยวกับเรื่องการพลัดพราก
  • มักบ่นว่าปวดท้อง ปวดหัว หรือคลื่นไส้เวลาต้องแยกจากกันจริงๆ

เมื่อไหร่ถึงควรเริ่มกังวลแทนลูก

หากลูกมีอาการเหล่านี้ต่อเนื่องเป็นเวลานานเกิน 4 สัปดาห์ในเด็กวัยเรียน หรือนานกว่านั้นในเด็กเล็ก จนทำให้เขารู้สึกไม่มีความสุข หรือไม่สามารถทำกิจกรรมที่เด็กในวัยเดียวกันทำได้ตามปกติ ตรงนี้คือสัญญาณเตือนว่าเราควรเริ่มหันมาดูแลจัดการอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงแค่ปล่อยให้เป็นไปตามวัย

วิธีรับมือและช่วยให้ลูกก้าวข้ามความกลัว

การเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ลูกคือหัวใจสำคัญ หมอแนะนำแนวทางดังนี้:

  • สร้างกิจวัตรการบอกลาที่สั้นและกระชับ: แม้จะทำใจยาก แต่การร่ำลานานๆ จะทำให้เด็กยิ่งกังวล การบอกลาด้วยความมั่นใจและสม่ำเสมอจะช่วยให้ลูกรู้สึกมั่นคงขึ้น
  • ไม่ควรหนีไปตอนลูกเผลอ: การแอบหนีไปจะทำให้ลูกเสียความเชื่อใจและระแวงมากขึ้นเมื่อต้องห่างกันในครั้งถัดไป
  • ยอมรับความรู้สึกของลูก: การบอกว่า อย่ากลัว หรือ หยุดร้องได้แล้ว ไม่ได้ช่วยให้เขาหายกังวล แต่การพูดว่า พ่อเข้าใจว่าลูกกลัวนะ แต่พ่อจะกลับมารับแน่นอน จะช่วยให้เขารู้สึกถูกเข้าใจ
  • ค่อยๆ ฝึกการห่างกันระยะสั้น: เริ่มจากการแยกกันในระยะเวลาที่สั้นมากแล้วค่อยๆ ขยายเวลาออกไป เพื่อให้ลูกเรียนรู้ว่าการห่างกันเป็นเรื่องปกติและเขาสามารถอยู่ได้

เมื่อไหร่ที่การพูดคุยที่บ้านอาจไม่พอ

หากคุณลองปรับจูนตามคำแนะนำแล้ว แต่ลูกยังมีอาการวิตกจังวลรุนแรงจนส่งผลต่อพัฒนาการด้านสังคม หรือการเรียนรู้ การพาลูกมาปรึกษากุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม เพื่อประเมินเชิงลึกว่าเป็นเพียงความกังวลชั่วคราวหรือเป็นโรควิตกกังวลในเด็กที่ต้องการการบำบัดรักษาเพิ่มเติม เป็นทางเลือกที่ถูกต้องและไม่ควรเป็นเรื่องที่น่าอาย

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down