ตื่นมาแล้วผิวแห้ง คัน แดง วงจรทรมานที่คนเป็นโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ต้องเจอทุกวัน
เวลาที่เปิดคลินิกตรวจคนไข้ สิ่งหนึ่งที่ผมมักจะได้ยินบ่อยมากจากคนที่เดินเข้ามาปรึกษาเรื่องผิวหนัง คือความรู้สึกหมดความมั่นใจและเหนื่อยใจกับอาการคันที่เรื้อรัง บางคนเกาจนนอนไม่หลับ ตื่นมาเจอคราบเลือดบนที่นอน หรือผิวหนังหนาตัวขึ้นจนกลายเป็นปื้นดำ ยิ่งเกายิ่งมัน ยิ่งมันยิ่งเกา จนกลายเป็นวงจรที่ตัดไม่ขาด อาการเหล่านี้มักไม่ใช่แค่เรื่องของผิวแห้งธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณของโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ หรือที่ในทางการแพทย์เรียกว่า Atopic Dermatitis ซึ่งสร้างความกระทบกระเทือนต่อคุณภาพชีวิตของคนไข้อย่างมากทีเดียว
โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้คืออะไร ทำไมผิวเราถึงอ่อนแอขนาดนี้
ถ้าจะให้อธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด โรคนี้ไม่ได้เกิดจากการแพ้อาหารหรือฝุ่นละอองเพียงอย่างเดียวเหมือนที่หลายคนเข้าใจผิด แต่มันคือความผิดปกติของโครงสร้างผิวหนังโดยตรง ปกติแล้วผิวหนังของเราจะมีเกราะป้องกัน (Skin Barrier) ทำหน้าที่เหมือนกำแพงอิฐที่คอยล็อกความชุ่มชื้นไว้ข้างใน และกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคเข้ามา
แต่สำหรับคนที่โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ กำแพงนี้กลับทำงานบกพร่อง อิฐแต่ละก้อนเรียงตัวไม่แน่นหนา น้ำระเหยออกง่าย ผิวจึงแห้งกร้าน และเปิดช่องให้สารก่อภูมิแพ้หรือแบคทีเรียรุกรานเข้ามาได้ง่าย เมื่อสิ่งเหล่านี้หลุดรอดเข้าไป ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจึงเข้าใจผิดและสั่งการให้เกิดการอักเสบขึ้นทันที กลายเป็นอาการผื่นแดง คัน บวม และลอกในที่สุด
ปัจจัยอะไรบ้างที่คอยกระตุ้นให้ผื่นกำเริบไม่เลิก
ในชีวิตประจำวันของคนไข้ มีตัวกระตุ้นหลายอย่างที่คอยจ้องจะทำให้ผื่นโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้กลับมาอาละวาด การรู้ทันตัวการเหล่านี้จะช่วยให้เราหลบเลี่ยงได้ดีขึ้น
- สภาพอากาศและความชื้น: อากาศที่แห้งและเย็น หรือความร้อนที่ทำให้เหงื่อออกมากแล้วเกิดอาการคันยิบๆ
- สารเคมีใกล้ตัว: สบู่ที่มีฟองหนาแน่น น้ำหอม สารกันเสียในโลชั่น หรือผงซักฟอกที่ล้างไม่อหมด
- ความเครียด: ฮอร์โมนจากความเครียดส่งผลโดยตรงต่อระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ผิวอักเสบง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
- สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ: ไรฝุ่น ขนสัตว์ หรือละอองเกสรดอกไม้
วิธีดูแลผิวและเลือกใช้สกินแคร์สำหรับคนเป็นโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้
การรักษาโรคนี้ไม่ได้พึ่งพายาจากแพทย์เพียงอย่างเดียว การดูแลผิวประจำวันสำคัญไม่แพ้กัน หลักการง่ายๆ คือการซ่อมแซมเกราะป้องกันผิวให้กลับมาแข็งแรง
อาบน้ำอย่างไรไม่ให้ทำลายเกราะความชุ่มชื้นของผิว
หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นจัด เพราะความร้อนจะชะล้างน้ำมันธรรมชาติออกจากผิวจนหมดเกลี้ยง แนะนำให้อาบน้ำอุณหภูมิปกติหรือน้ำอุ่นค่อนข้างเย็น และใช้เวลาไม่นานเกินไป เลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยน ปราศจากสบู่ (Soap-free) และไม่มีน้ำหอม
กฎเหล็กสามนาทีหลังอาบน้ำเพื่อล็อกความชุ่มชื้น
ทันทีที่อาบน้ำเสร็จ ซับตัวเบาๆ ให้พอหมาดๆ และรีบทามอยส์เจอไรเซอร์ภายในเวลาสามนาที เพื่อกักเก็บน้ำไว้ในผิว เลือกชนิดที่เป็นครีมข้นหรือขี้ผึ้ง (Ointment) มากกว่าโลชั่นเหลวๆ เพราะให้ความชุ่มชื้นได้ดีกว่ามาก
วิธีรักษาทางการแพทย์เมื่อผื่นกำเริบรุนแรง
ในวันที่ผื่นเห่อแดงและคันจนทนไม่ไหว การใช้แค่มอยส์เจอไรเซอร์อาจเอาไม่อยู่ หมอมีความจำเป็นต้องใช้ยาเข้ามาช่วยควบคุมการอักเสบ
- ยาทาเฉพาะที่กลุ่มสเตียรอยด์: หลายคนกลัวสเตียรอยด์ แต่ถ้าใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ในความแรงที่เหมาะสมและระยะเวลาสั้นๆ จะช่วยหยุดการอักเสบได้อย่างปลอดภัย ไม่ควรไปหาซื้อยาชุดทาแก้คันตามร้านขายยาทั่วไป
- ยากลุ่มกดภูมิคุ้มกันชนิดทา: เป็นทางเลือกสำหรับทาบริเวณผิวที่บาง เช่น ใบหน้า หรือซอกพับ เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงจากการใช้สเตียรอยด์เป็นเวลานาน
- ยาแก้แพ้ชนิดกิน: ช่วยลดอาการคันโดยเฉพาะในช่วงกลางคืน เพื่อให้คนไข้สามารถนอนหลับพักผ่อนได้ดีขึ้น
ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เพื่อความสุขในระยะยาว
การอยู่ร่วมกับโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ต้องอาศัยความเข้าใจและความสม่ำเสมอในการดูแลตัวเอง นอกจากการทาครีมและกินยาแล้ว การเลือกเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดีอย่างผ้าฝ้าย หลีกเลี่ยงผ้าขนสัตว์หรือผ้าใยสังเคราะห์ที่เสียดสีผิว และการหมั่นตัดเล็บให้สั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เผลอเกาจนผิวแตกติดเชื้อ ก็เป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ช่วยลดการกำเริบของโรคได้อย่างยั่งยืน