เวลาที่คนไข้โรคเบาหวานมาที่คลินิกแล้วพบว่ามีแผลเกิดขึ้นที่เท้าหรือบริเวณอื่นๆ สิ่งที่หมอมักจะย้ำเสมอคือเรื่องความใส่ใจในรายละเอียด เพราะแผลของผู้ป่วยเบาหวานนั้นไม่เหมือนแผลทั่วไป ผิวหนังที่เคยสมานตัวได้ดีกลับหายช้าลงจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูง ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เชื้อโรคชอบมากๆ การจัดการและทำความสะอาดแผลเบาหวานจึงเป็นด่านแรกที่สำคัญที่สุดในการป้องกันไม่ให้แผลลุกลามจนถึงขั้นต้องสูญเสียอวัยวะ
ทำไมแผลเบาหวานถึงหายยากกว่าแผลทั่วไปที่เราเคยเป็น?
หลายคนสงสัยว่าทำไมแค่แผลถลอกเล็กๆ ถึงกลายเป็นแผลเรื้อรังได้ สาเหตุหลักมาจากสองเรื่องใหญ่ๆ ครับ เรื่องแรกคือภาวะปลายประสาทเสื่อม ทำให้คนไข้ ชา ไม่ค่อยรู้สึกเจ็บ เวลาโดนอะไรบาดหรือรองเท้ากัดก็จะไม่รู้ตัว กว่าจะเห็นแผลก็ลุกลามไปมากแล้ว เรื่องที่สองคือเส้นเลือดฝอยตีบ เลือดจึงไหลเวียนไปเลี้ยงแผลได้น้อย ออกซิเจนและเม็ดเลือดขาวที่จะมาช่วยสสู้กับเชื้อโรคเลยเดินทางไปไม่ถึง ทำให้แผลปิดตัวได้ช้ามากๆ
อุปกรณ์ล้างแผลที่ต้องเตรียมให้พร้อมที่มุมพยาบาลส่วนตัวที่บ้าน
ก่อนที่เราจะเริ่มลงมือทำความสะอาดแผล เราต้องเตรียมของให้ครบถ้วนเพื่อความสะอาดและปลอดภัยสูงสุด อุปกรณ์หลักๆ ที่ควรมีติดบ้านไว้ ได้แก่
- น้ำเกลือล้างแผล (Normal Saline Solution): ห้ามใช้น้ำประปาหรือแอลกอฮอล์ล้างแผลเด็ดขาด เพราะแอลกอฮอล์จะไปทำลายเนื้อเยื่อที่กำลังสร้างขึ้นใหม่ทำให้แผลหายช้า
- สำลีและผ้าก๊อซปราศจากเชื้อ (Sterile Gauze): เลือกขนาดที่พอดีกับแผล
- เทป สำหรับปิดแผลที่ระคายเคืองน้อย
- ถุงมือสะอาด: เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคจากมือเราสัมผัสโดนแผลโดยตรง
ขั้นตอนการล้างแผลเบาหวานด้วยตัวเองอย่างถูกวิธี
การล้างแผลไม่ใช่แค่เช็ดๆ ถูๆ ให้เสร็จไป แต่มีลำดับขั้นตอนที่ช่วยลดการนำเชื้อโรคเข้าสู่แผล
ล้างมือและใส่ถุงมือทุกครั้งก่อนเริ่มทำแผล
มือของเราคือแหล่งรวมของแบคทีเรีย ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และเช็ดให้แห้ง หรือสวมถุงมือยางเพื่อความมั่นใจ
แกะผ้าปิดแผลเก่าออกอย่างเบามือ
หากผ้าก๊อซติดกับแผล ห้ามดึงกระชากเด็ดขาด ให้ใช้น้ำเกลือหยอดลงไปให้ผ้าชุ่มชื้นแล้วค่อยๆ แกะออก เพื่อไม่ให้ผิวหนังรอบแผลฉีกขาดเพิ่มขึ้น
ใช้น้ำเกลือชำระล้างสิ่งสกปรกและคราบหนอง
เทน้ำเกลือผ่านแผลเพื่อชะล้างสิ่งสกปรกออก ใช้ผ้าก๊อซสะอาดชุบน้ำเกลือเช็ดวนจากด้านในแผลออกสู่ด้านนอก ห้ามเช็ดวนกลับเข้ามาข้างในเพราะจะนำเชื้อโรคกลับเข้าสู่ตัวแผล
ซับแผลให้แห้งสนิทก่อนปิดแผลใหม่
ใช้ผ้าก๊อซแห้งซับเบาๆ บริเวณรอบแผลและตัวแผลให้แห้งสนิท เพราะความชื้นแฉะจะทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี จากนั้นปิดด้วยผ้าก๊อซสะอาดและติดเทปให้เรียบร้อย แต่ไม่ต้องปิดแน่นจนเกินไปเพื่อให้แผลได้หายใจ
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าแผลเริ่มติดเชื้อและต้องไปหาหมอด่วน?
แม้เราจะดูแลทำความสะอาดอย่างดีแค่ไหน แต่ถ้าควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี เชื้อโรคก็อาจบุกรุกได้ สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบมาพบแพทย์ทันที ได้แก่
- มีอาการบวม แดง และร้อนรอบๆ บริเวณแผล
- ปวดแผลมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เริ่มทุเลาแล้ว
- มีหนองหรือน้ำเหลืองขุ่นๆ ไหลออกมาจากแผล และมีกลิ่นเหม็น
- มีอาการไข้ร่วมด้วย รู้สึกหนาวสั่น หรืออ่อนเพลียไม่มีแรง
การป้องกันไม่ให้เกิดแผลใหม่คือหัวใจสำคัญที่สุด
การจัดการและทำความสะอาดแผลเบาหวานเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ สิ่งสำคัญที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เกิดแผลขึ้นอีก หมอแนะนำให้คนไข้ตรวจสุขภาพเท้าของตัวเองทุกวัน ส่องกระจกดูใต้ฝ่าเท้า เลือกรองเท้าที่ไม่บีบรัด และห้ามเดินเท้าเปล่าเด็ดขาด แม้กระทั่งในบ้าน เพราะอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ อาจนำไปสู่เรื่องใหญ่ได้ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีร่วมกับการดูแลความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เราห่างไกลจากภาวะแทรกซ้อนที่น่ากลัวนี้ได้อย่างแน่นอนครับ