เวลาที่คนไข้โรคเบาหวานมาที่คลินิกแล้วพบว่ามีแผลเกิดขึ้นที่เท้าหรือส่วนต่างๆ ของร่างกาย ความกังวลใจมักจะตามมาทันที เพราะเราต่างรู้ดีว่าแผลในคนที่เป็นเบาหวานนั้นหายยากกว่าคนทั่วไป และเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายมากๆ ในฐานะหมอ ผมมักจะบอกคนไข้เสมอว่า หัวใจสำคัญของการรักษาแผลเบาหวานไม่ได้อยู่ที่การใช้ยาแพงๆ เพียงอย่างเดียว แต่มันอยู่ที่การล้างแผลและการดูแลความสะอาดในชีวิตประจำวันนี่แหละครับ
ทำไมแผลของคนเป็นเบาหวานถึงหายช้าและติดเชื้อง่ายกว่าปกติ?
ก่อนที่เราจะไปดูวิธีทำความสะอาด ผมอยากให้เข้าใจกลไกของโรคเบาหวานกันก่อนคร่าวๆ ครับ เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน มันจะส่งผลเสียอยู่สองเรื่องหลักๆ คือ หลอดเลือดแดงตีบแคบ ทำให้เลือดที่นำออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงแผลไหลเวียนได้ไม่ดี และอีกเรื่องคือเส้นประสาทส่วนปลายเสื่อม ทำให้คนไข้เริ่มชา ไม่ค่อยรู้สึกเจ็บ
ลองนึกภาพตามนะครับว่า ถ้าเราเหยียบอะไรแล้วเป็นแผล แต่เราไม่รู้สึกเจ็บแผลนั้นก็จะถูกปล่อยทิ้งไว้ ประกอบกับเลือดที่มาเลี้ยงมีน้อย เม็ดเลือดขาวที่เป็นทหารคอยสู้กับเชื้อโรคก็เดินทางไปถึงแผลได้ช้า แบคทีเรียจึงเจริญเติบโตได้ดี กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ทำให้แผลลุกลามได้ง่ายมากครับ
อุปกรณ์ทำความสะอาดแผลเบาหวานที่ต้องมีติดบ้านไว้
การทำแผลเบาหวานไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถ แต่ต้องอาศัยความสะอาดและความละเอียดอ่อนเป็นพิเศษ อุปกรณ์พื้นฐานที่ควรเตรียมไว้มีดังนี้ครับ
- น้ำเกลือปราเชื้อ (Normal Saline Solution 0.9%): สำหรับล้างแผลโดยเฉพาะ ห้ามใช้แอลกอฮอล์เข้มข้นหรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ล้างแผลเด็ดขาด เพราะจะไปทำลายเนื้อเยื่อที่กำลังสร้างขึ้นใหม่ ทำให้แผลหายช้าลงไปอีก
- ผ้าก๊อซปราเชื้อ (Sterile Gauze): สำหรับปิดแผล
- เทป Atrauman หรือผ้าปิดแผลชนิดที่ไม่ติดแผล: ช่วยลดการบาดเจ็บเวลาเปลี่ยนผ้าก๊อซ
- เทปทางการแพทย์: สำหรับปิดยึด
- สบู่เหลวอ่อนๆ: สำหรับล้างผิวหนังสบู่รอบแผล (ถ้าแพทย์แนะนำ)
ขั้นตอนการล้างแผลเบาหวานด้วยตัวเองอย่างถูกวิธี
เมื่อเตรียมอุปกรณ์พร้อมแล้ว เรามาเริ่มขั้นตอนการทำความสะอาดแผลกันทีละstepแบบนี้นะครับ
ล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสแผลทุกครั้ง
เรื่องนี้สำคัญเป็นอันดับหนึ่งครับ ก่อนจะไปยุ่งกับแผล ต้องล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดให้เกลี้ยง หรือสวมถุงมือสะอาด เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคจากมือเราหลุดเข้าไปในแผล
ค่อยๆ แกะผ้าปิดแผลเก่าออกอย่างเบามือ
ถ้าผ้าก๊อซแห้งและติดกับแผล ห้ามดึงแรงๆ เด็ดขาดนะครับ ให้ใช้น้ำเกลือหยอดลงไปให้ผ้าชุ่มตัวลงก่อน แล้วค่อยๆ แกะออก เพื่อไม่ให้เนื้อเยื่อบริเวณปากแผลฉีกขาดและมีเลือดออกซ้ำ
ใช้น้ำเกลือล้างทำความสะอาดแผล
เทน้ำเกลือผ่านแผลเพื่อชะล้างสิ่งสกปรกและคราบหนองออกให้หมด ใช้ผ้าก๊อซสะอาดเช็ดเบาๆ จากด้านในวนออกด้านนอก ห้ามถูแรงๆ เด็ดขาด หลังจากนั้นซับรอบแผลให้แห้งสนิทด้วยผ้าก๊อซแห้ง
ทายาหรือปิดแผลตามที่แพทย์สั่ง
ถ้าหมอให้ยาปฏิชีวนะชนิดทามาด้วย ให้ทาบางๆ บริเวณแผล แล้วปิดทับด้วยผ้าก๊อซปราเชื้อ ปิดเทปให้เรียบร้อยแต่ไม่ต้องแน่นจนเกินไป เพื่อให้แผลยังคงมีการระบายอากาศที่ดี
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าแผลเริ่มมีปัญหาและต้องรีบมาหาหมอ?
ระหว่างที่ทำแผลอยู่ที่บ้าน คนไข้ต้องคอยสังเกตอาการรอบๆ แผลอย่างใกล้ชิดเสมอ หากเจออาการเหล่านี้ อย่ารอให้ถึงวันนัดเดิมนะครับ ให้รีบมาพบแพทย์ทันที
- แผลบวมแดงร้อน: บริเวณผิวหนังรอบแผลมีสีแดงกระจายวงกว้างขึ้น และรู้สึกร้อนเวลาสัมผัส
- มีกลิ่นเหม็นหรือหนอง: แผลเริ่มมีน้ำเหลืองข้นๆ สีเขียว สีเหลือง หรือมีกลิ่นเหม็นเน่าชัดเจน
- มีไข้ร่วมด้วย: รู้สึกหนาวสั่น อ่อนเพลีย หรือมีไข้ต่ำๆ ซึ่งแปลว่าการติดเชื้อเริ่มกระจายเข้าสู่กระแสเลือดแล้ว
- อาการชาหรือปวดเพิ่มขึ้น: จากเดิมที่เคยชา แผลกลับปวดตุบๆ มากขึ้นเรื่อยๆ
การดูแลแผลเบาหวานต้องอาศัยความใส่ใจและความสม่ำเสมอเป็นหลักครับ นอกจากการทำความสะอาดแผลแล้ว การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีร่วมด้วย คือกุญแจดอกสำคัญที่สุดที่จะทำให้แผลปิดสนิทและกลับมาหายเป็นปกติได้ครับ