หลายคนที่เดินเข้ามาปรึกษาหมอในคลินิกมักมาด้วยปัญหาเดียวกันว่า ทำไมปวดบีบที่ท้องเป็นๆ หายๆ มาหลายสัปดาห์ ทานยาแก้ปวดท้องหรือยาขับลมแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น ส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเพียงโรคกระเพาะอาหารอักเสบ หรืออาหารไม่ย่อยทั่วไป แต่เมื่อได้ซักประวัติและส่งตรวจอย่างละเอียด กลับพบว่าต้นตอที่แท้จริงเกิดจากภาวะลำไส้อักเสบเรื้อรัง
ทำไมถึงปวดเกร็งไม่หาย? เจาะลึกสาเหตุที่ทำให้ลำไส้อักเสบและทรมานเรื้อรัง
อาการปวดท้องเรื้อรังและเกร็งตัว เกิดจากการที่ผนังลำไส้เกิดการอักเสบต่อเนื่องจนส่งผลกระทบต่อการทำงานตามธรรมชาติของระบบย่อยอาหาร เมื่อเยื่อบุผนังลำไส้มีบาดแผล หรือเกิดการบวมอักเสบ ระบบประสาทบริเวณลำไส้จะถูกกระตุ้นให้ไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ
กลไกธรรมชาติของลำไส้คือการบีบตัวเป็นจังหวะเพื่อเคลื่อนย้ายอาหาร แต่เมื่อเกิดภาวะอักเสบ ลำไส้จะตอบสนองด้วยการบีบเกร็งตัวอย่างรุนแรงและไม่เป็นจังหวะ ทำให้เกิดความรู้สึกปวดบีบเกร็งอย่างทรมาน โดยโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังที่พบได้บ่อย ได้แก่ โรคโครห์น (Crohn's Disease) และโรคโคลอักเสบชนิดเป็นแผล (Ulcerative Colitis) ซึ่งทั้งสองโรคนี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์อย่างใกล้ชิด
ปวดท้องแบบไหนคือปวดธรรมดา แบบไหนคือสัญญาณโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง
การแยกแยะความแตกต่างของอาการปวดท้องเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้องตรงจุดตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม
- อาการปวดท้องทั่วไป: มักเกิดขึ้นฉับพลันหลังรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด หรือมีอาการปวดแน่นบริเวณลิ้นปี่จากโรคกระเพาะ อาการมักจะหายไปภายใน 1-3 วันเมื่อได้รับการพักผ่อนหรือทานยาสามัญประจำบ้าน
- อาการปวดท้องจากลำไส้อักเสบเรื้อรัง: มีลักษณะของอาการปวดท้องเรื้อรังและเกร็งตัวติดต่อกันนานเกิน 4 สัปดาห์ ปวดเป็นๆ หายๆ และมักมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการขับถ่ายร่วมด้วยอย่างชัดเจน
สังเกต 5 อาการเตือนร่วมกับอาการปวดท้องเรื้อรังและเกร็งตัว
หากมีอาการปวดเกร็งท้อง ร่วมกับสัญญาณเตือนเหล่านี้ หมอแนะนำว่าควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุโดยเร็ว
- ท้องเสียเรื้อรัง: ถ่ายเหลวเป็นน้ำ หรือถ่ายบ่อยผิดปกติเกินวันละ 3-4 ครั้งติดต่อกันหลายสัปดาห์
- อุจจาระมีมูกเลือดปน: ถ่ายออกมามีเลือดสดๆ ปะปน หรือมีมูกสีขาวคล้ำ ซึ่งเป็นสัญญาณของบาดแผลที่ผนังลำไส้
- น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว: น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่ได้อดอาหาร เกิดจากลำไส้ไม่สามารถดูดซึมสารอาหารได้เต็มที่
- มีไข้ต่ำๆ เรื้อรัง: ร่างกายมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติเล็กน้อยตลอดเวลา ซึ่งเกิดจากกลไกภูมิคุ้มกันที่ต่อสู้กับการอักเสบภายใน
- อ่อนเพลียและซีด: เกิดจากการสูญเสียเลือดในลำไส้เรื้อรัง จนนำไปสู่ภาวะโลหิตจาง
วิธีดูแลและรักษา เมื่อหมอตรวจพบว่าลำไส้กำลังอักเสบ
การรักษาโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังไม่ได้มีเพียงแค่การกินยาแก้ปวด แต่ต้องอาศัยการวางแผนรักษาร่วมกันระหว่างหมอกับคนไข้ เพื่อลดการอักเสบที่ต้นเหตุและป้องกันไม่ให้โรคกลับมามีอาการกำเริบ
ในขั้นตอนการรักษา แพทย์อาจพิจารณาให้ยาลดการอักเสบของลำไส้ ยาปรับภูมิคุ้มกัน หรือยาปฏิชีวนะในบางกรณี ร่วมกับการให้ยาบรรเทาอาการปวดเกร็งลำไส้ เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อลำไส้ผ่อนคลายและลดความทรมานลง
ปรับการกินอย่างไร ไม่ให้ลำไส้ที่อักเสบต้องทำงานหนักเกินไป
เรื่องอาหารการกินถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างมาก คนไข้ที่มีอาการปวดเกร็งท้องจากลำไส้อักเสบควรปรับพฤติกรรมการทานอาหารตามแนวทางนี้
- แบ่งทานเป็นมื้อเล็กๆ: ทานอาหารวันละ 5-6 มื้อเล็ก แทนการทาน 3 มื้อใหญ่ เพื่อลดภาระการทำงานของลำไส้
- เลี่ยงอาหารที่กระตุ้นการอักเสบ: หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารของทอด ของมัน ของหมักดอง รวมถึงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์
- เลือกแปรรูปอาหารให้ย่อยง่าย: ทานอาหารต้ม นึ่ง หรือตุ๋น และเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืนเสมอ
- ระวังอาหารที่มีกากใยสูงในช่วงที่โรคกำเริบ: แม้ผักผลไม้จะมีประโยชน์ แต่ในขณะที่ลำไส้อักเสบ การทานกากใยหยาบมากเกินไปอาจยิ่งกระตุ้นให้อาการปวดท้องเรื้อรังและเกร็งตั๊นทวีความรุนแรงขึ้น
อาการแบบไหนที่หมอแนะนำว่าต้องรีบมาโรงพยาบาลทันที
หากมีอาการปวดท้องเรื้อรังและเกร็งตัวรุนแรงขึ้นอย่างฉับพลัน ร่วมกับมีไข้สูง ถ่ายเป็นเลือดปริมาณมาก อาเจียนไม่หยุด หรือมีอาการท้องอืดตึงแข็งจนแตะไม่ได้ ไม่ควรสุ่มเสี่ยงซื้อยาทานเอง เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะลำไส้อุดตัน หรือลำไส้ทะลุ ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที