หลายคนมักเดินเข้ามาปรึกษาหมอด้วยปัญหาเดียวกัน คือมีอาการปวดเกร็งที่ท้อง ปวดเป็นๆ หายๆ ติดต่อกันนานหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน ตอนแรกคิดว่าเป็นเพียงโรคกระเพาะอาหารหรือลำไส้แปรปรวนธรรมดา จึงหาซื้อยาแก้ปวดมากินเอง แต่อาการกลับไม่ดีขึ้น หรืออาจแย่ลงเรื่อยๆ จนเริ่มกระทบกับการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน
อาการปวดท้องลักษณะนี้ โดยเฉพาะ อาการปวดท้องเรื้อรังและเกร็งตัว อาจเป็นสัญญาณเตือนของ "โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง" (Inflammatory Bowel Disease หรือ IBD) ซึ่งเป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นในระบบทางเดินอาหารและต้องการการดูแลรักษาอย่างถูกวิธีจากแพทย์
ทำไมลำไส้ถึงปวดเกร็งและอักเสบไม่ยอมหายสักที?
เพื่อให้เข้าใจง่าย ลองจินตนาการว่าผนังลำไส้ของเราปกติจะมีลักษณะเรียบและยืดหยุ่นได้ดี แต่เมื่อเกิดโรคลำไส้อักเสบ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะทำงานผิดปกติแล้วกลับมาทำลายเนื้อเยื่อลำไส้ของตัวเอง ส่งผลให้เกิดแผล ความเปื่อย และการอักเสบเรื้อรัง
เมื่อผนังลำไส้เกิดการอักเสบ ร่างกายจะพยายามบีบตัวเพื่อขับสิ่งที่ระคายเคืองออก การบีบตัวที่รุนแรงและผิดจังหวะนี้เองที่ทำให้เกิดอาการปวดเกร็งอย่างหนัก เหมือนมีอะไรมาบิดอยู่ภายในท้อง โรคลำไส้อักเสบเรื้อรังที่พบได้บ่อยมี 2 ชนิดหลัก คือ โรคโครห์น (Crohn's Disease) ซึ่งเกิดขึ้นได้ทุกส่วนของทางเดินอาหาร และโรคแผลในลำไส้ใหญ่ (Ulcerative Colitis) ที่มักเกิดเฉพาะที่ลำไส้ใหญ่
อาการปวดท้องเรื้อรังและเกร็งตัว แบบไหนที่เข้าข่ายโรคลำไส้อักเสบ
ลักษณะการปวดท้องจากโรคลำไส้อักเสบจะมีเอกลักษณ์บางอย่างที่ต่างจากอาการปวดท้องทั่วไป หมออยากให้ลองสังเกตอาการของตัวเองดังต่อไปนี้
- ปวดเกร็งเป็นระลอก: มักมีอาการปวดบิดเป็นพักๆ ร่วมกับรู้สึกปวดแน่น มักเกิดขึ้นบริเวณท้องน้อยฝั่งขวาหรือฝั่งซ้าย ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของลำไส้ที่อักเสบ
- ขับถ่ายผิดปกติเรื้อรัง: ท้องเสียเรื้อรังนานเกิน 4 สัปดาห์ หรือบางรายอาจมีอาการท้องเสียสลับท้องผูก
- มีอุจจาระปนเลือด: เกิดจากบาดแผลในผนังลำไส้ที่มีเลือดออก อาจเห็นเป็นเลือดสดหรือถ่ายออกมาเป็นสีคล้ำ
- น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ: การอักเสบทำให้ลำไส้ดูดซึมสารอาหารได้แย่ลง ส่งผลให้ร่างกายซูบผอมและอ่อนเพลีย
ปรับอาหารและการใช้ชีวิตอย่างไร เมื่อต้องรับมือกับอาการปวดเกร็งท้อง
นอกจากการรักษาด้วยยาแล้ว การปรับพฤติกรรมการกินคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยลดการเกร็งตัวและการอักเสบของลำไส้ลงได้
- หลีกเลี่ยงอาหารกระตุ้นการบีบตัว: อาหารรสจัด อาหารมันจัด ของทอด รวมถึงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ เพราะสารเหล่านี้จะไปเร่งให้ลำไส้บีบตัวรุนแรงขึ้น
- เลือกรับประทานอาหารย่อยง่าย: ในช่วงที่มีอาการปวดเกร็ง ควรเลือกทานอาหารอ่อนๆ ที่ผ่านการต้มหรือนึ่ง เช่น ปลานึ่ง ข้าวต้ม หรือฟักทองต้ม เพื่อให้ลำไส้ทำงานน้อยลง
- แบ่งทานเป็นมื้อเล็กๆ: แทนที่จะทานอาหารมื้อใหญ่ 3 มื้อ ลองเปลี่ยนเป็นทานมื้อย่อย 5-6 มื้อต่อวัน เพื่อไม่ให้ปริมาณอาหารไปก้อนใหญ่เกินไปจนกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้
- จัดการความเครียด: สมองและลำไส้มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ความเครียดจะส่งผลโดยตรงให้ลำไส้หดเกร็งและอักเสบมากขึ้น การฝึกหายใจหรือออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยผ่อนคลายลำไส้ได้
วิธีรักษาจากแพทย์ และสัญญาณเตือนที่ต้องรีบมาโรงพยาบาล
การรักษาโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังมีเป้าหมายหลักคือการลดการอักเสบและควบคุมไม่ให้อาการกำเริบ แพทย์อาจจ่ายยาบรรเทาอาการหดเกร็งของลำไส้ ยาลดการอักเสบเฉพาะจุด หรือยากดภูมิคุ้มกัน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคในคนไข้แต่ละราย
หากคุณมี อาการปวดท้องเรื้อรังและเกร็งตัว ร่วมกับสัญญาณเตือนเหล่านี้ ไม่ควรนิ่งนอนใจและควรรีบมาพบแพทย์ทันที
- ปวดท้องรุนแรงขึ้นทันทีทันใดและท้องแข็งเกร็ง กดเจ็บมาก
- มีไข้สูง หนาวสั่น ร่วมกับอาการถ่ายเป็นเลือดจำนวนมาก
- อาเจียนมากจนไม่สามารถทานอาหารหรือน้ำได้
- มีอาการอ่อนเพลีย หน้ามืด หรือคล้ายจะเป็นลมบ่อยครั้ง
หากสงสัยว่าตัวเองอาจมีภาวะนี้ การเข้าพบแพทย์เพื่อส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่หรือตรวจเพิ่มเติมตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ได้รับการรักษาที่ตรงจุด และกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อีกครั้ง