ช่วงเวลาหลังป้อนนมเสร็จเป็นช่วงเวลาที่ควรจะเต็มไปด้วยความสงบและอบอุ่น แต่สำหรับคุณพ่อคุณแม่หลายท่าน กลับต้องเผชิญกับความกังวลใจเมื่อเห็นลูกน้อยแหวะนมออกมาบ่อยครั้ง บางครั้งแหวะออกมาเกือบทุกมื้อ หรือมีอาการร้องไห้งอแงงอตัวราวกับกำลังเจ็บปวดทรมาน อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่การแหวะนมธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของ ภาวะกรดไหลย้อนในทารก ที่กำลังรบกวนความสุขและการเจริญเติบโตของเจ้าตัวเล็ก
ทำไมทารกถึงแหวะนมบ่อย และกลไกในร่างกายลูกน้อยเกิดอะไรขึ้นบ้าง
กระเพาะอาหารของทารกวัยแรกเกิดมีขนาดเล็กมากและมีลักษณะเป็นแนวตั้งมากกว่าผู้ใหญ่ ประกอบกับกล้ามเนื้อหูรูดส่วนปลายหลอดอาหารที่ทำหน้าที่ปิดกั้นไม่ให้อาหารและกรดในกระเพาะไหลย้อนกลับขึ้นมานั้น ยังพัฒนาเติบโตได้ไม่เต็มที่และยังทำงานได้ไม่แข็งแรงพอ
เมื่อลูกน้อยดื่มนมซึ่งเป็นของเหลวในปริมาณมากเมื่อเทียบกับขนาดตัว ร่วมกับการที่เด็กต้องนอนราบเป็นส่วนใหญ่ในแต่ละวัน นมและกรดในกระเพาะอาหารจึงไหลย้อนกลับขึ้นมาที่หลอดอาหารได้ง่ายมาก กลไกธรรมชาติเหล่านี้เป็นเรื่องปกติที่พบได้ในเด็กทารกเกือบทุกคน แต่เมื่อไหร่ที่การไหลย้อนนี้เริ่มสร้างความเจ็บปวดหรือส่งผลกระทบต่อสุขภาพ นั่นคือจุดเริ่มต้นของภาวะกรดไหลย้อนที่ต้องได้รับการดูแลใส่ใจเป็นพิเศษ
แบบไหนคือแหวะนมธรรมดา แบบไหนคือสัญญาณเตือนของภาวะกรดไหลย้อนในทารก
คุณพ่อคุณแม่มักจะสับสนระหว่างการแหวะนมตามธรรมชาติกับการเป็นโรคกรดไหลย้อน การแยกแยะสองสิ่งนี้ออกจากกันจะช่วยลดความกังวลใจและทำให้รับมือได้อย่างถูกต้องตรงจุด
- กลุ่มแหวะนมทั่วไป (Happy Spitter): เด็กกลุ่มนี้อาจจะแหวะนมออกมาหลังอิ่มเกือบทุกมื้อ แต่พวกเขายังดูร่าเริงแจ่มใสดี น้ำหนักตัวขึ้นตามเกณฑ์ปกติ กินนมนอนหลับได้ดี ไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ ซึ่งอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปเองเมื่ออายุประมาณ 6-12 เดือน เนื่องจากกล้ามเนื้อหูรูดเริ่มแข็งแรงขึ้นและเด็กเริ่มนั่งได้เอง
- กลุ่มที่มีภาวะกรดไหลย้อนในทารก (GERD): เด็กกลุ่มนี้จะมีอาการแสดงที่มากกว่าการแหวะนมทั่วไป เช่น ร้องไห้โยเยอย่างรุนแรงระหว่างกินนมหรือหลังกินนมทันที พยายามแอ่นหลังหรือเอียงคอขณะแหวะนมเพื่อหนีความเจ็บปวดจากกรดที่กัดหลอดอาหาร ปฏิเสธการกินนม ทำให้น้ำหนักตัวไม่ขึ้นตามเกณฑ์ หรือบางรายอาจมีอาการไอเรื้อรังและสำลักบ่อยๆ จากการที่กรดไหลย้อนขึ้นมาเคืองระบบทางเดินหายใจ
เช็กอาการสีแดง: เมื่อไหร่ที่ต้องรีบพาลูกไปหาหมอ
แม้ว่าการแหวะนมจะเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป แต่หากพบอาการเตือนเหล่านี้ร่วมด้วย ควรรีบพาลูกน้อยไปพบกุมารแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด
- อาเจียนพุ่งอย่างรุนแรงและบ่อยครั้งเกือบทุกมื้อ
- อาเจียนออกมามีสีเขียว สีเหลืองปนน้ำดี หรือมีเลือดปน
- น้ำหนักตัวลดลงเรื่อยๆ หรือไม่ขึ้นตามเกณฑ์มาตรฐานการเจริญเติบโต
- หายใจเสียงดัง สำลักนมบ่อยครั้ง หรือมีอาการไอเรื้อรังจนหน้าดำหน้าแดง
- งอแงไม่ยอมกินนมจนดูซึมลงและปัสสาวะน้อยลงกว่าปกติ
วิธีปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดูแลลูกน้อย ช่วยลดอาการกรดไหลย้อนโดยไม่ต้องใช้ยา
การปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงดูและการป้อนนมถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการรักษา ซึ่งช่วยบรรเทาอาการให้ลูกน้อยสบายตัวขึ้นได้อย่างมากโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งยาตั้งแต่เริ่มต้น
เริ่มต้นจากการปรับปริมาณน้ำนมในแต่ละมื้อให้ลดลงแต่เพิ่มความถี่ในการป้อนให้บ่อยขึ้น เพื่อไม่ให้กระเพาะอาหารของลูกขยายตัวจนแน่นเกินไป ขณะป้อนนมควรจัดท่าทางให้อุ้มลูกนอนตะแคงกึ่งนั่ง หรือให้ศีรษะอยู่สูงกว่าลำตัวเสมอ หลีกเลี่ยงการป้อนนมในท่านอนราบ
หลังกินนมอิ่มเสร็จเรียบร้อยแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการอุ้มลูกไล่ลมเรออย่างถูกวิธี ควรหนุนตัวลูกให้อยู่ในแนวตั้ง เช่น การอุ้มพาดบ่าหรืออุ้มนั่งบนตักนานประมาณ 20 ถึง 30 นาที เพื่อให้อาหารตกลงสู่ก้นกระเพาะก่อนที่จะจับลูกนอนราบ และหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมโลดโผนหรือการกดทับบริเวณหน้าท้องของลูกทันทีหลังกินอิ่ม
เมื่อไหร่ที่คุณหมอจะพิจารณาจ่ายยาลดกรดให้ทารก
หากทำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวิธีการป้อนนมอย่างเต็มที่แล้ว แต่อาการของลูกน้อยยังไม่ดีขึ้น หรือตรวจพบว่ากรดไหลย้อนเริ่มทำให้เกิดการอักเสบในทางเดินอาหาร กุมารแพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยยา
ยากลุ่มที่นิยมใช้มักจะเป็นยาลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร เพื่อช่วยลดความแสบร้อนและป้องกันหลอดอาหารอักเสบ หรือยาที่ช่วยกระตุ้นการบีบตัวของทางเดินอาหารเพื่อให้กระเพาะระบายอาหารได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ การใช้ยาทุกชนิดในเด็กทารกจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลและสั่งใช้ยาจากแพทย์เฉพาะทางอย่างใกล้ชิดเท่านั้น ห้ามซื้อยามาป้อนลูกเองโดยเด็ดขาด เนื่องจากอาจเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อระบบร่างกายที่ยังเติบโตไม่เต็มที่ของทารก
ความในใจจากหมอ: ส่งต่อกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่ในวันที่ลูกร้องกวน
การต้องเห็นลูกน้อยร้องไห้งอแงจากความอึดอัดไม่สบายท้อง และต้องคอยเช็ดทำความสะอาดคราบนมที่แหวะออกมาตลอดทั้งวันทั้งคืน ย่อมสร้างความเหนื่อยล้าและแรงกดดันทางใจให้กับคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมาก
อยากให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจว่าภาวะนี้เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยและส่วนใหญ่จะค่อยๆ ดีขึ้นเองตามวัยเมื่อกล้ามเนื้อหูรูดและระบบย่อยอาหารของลูกพัฒนาอย่างสมบูรณ์ ขอเพียงค่อยๆ สังเกตอาการอย่างมีสติ ปรับเปลี่ยนวิธีการดูแลตามคำแนะนำ และมอบความอบอุ่นผ่านการอุ้มประคองอย่างอ่อนโยน ลูกน้อยจะค่อยๆ ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้อย่างปลอดภัยและเติบโตอย่างแข็งแรงในที่สุด