ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เรื่องเล่าจากห้องตรวจ: เมื่อลูกรักกลับมามีไข้สูงและร้องไห้งอแงตอนปัสสาวะอีกครั้ง

ในห้องตรวจผู้ป่วยเด็ก หมอมักจะเจอกับคุณพ่อคุณแม่ที่อุ้มลูกน้อยวัยทารกเข้ามาด้วยความกังวลใจอย่างแสนสาหัส หลายครอบครัวเล่าให้ฟังว่า ลูกเพิ่งหายจากอาการไข้หวัดได้ไม่นาน หรือเพิ่งทานยาฆ่าเชื้อจนครบโดสจากการอักเสบครั้งก่อน แต่อยู่ๆ ลูกก็กลับมามีไข้สูงโดยไม่มีสาเหตุ ร้องงอแงโยเยผิดปกติโดยเฉพาะเวลาที่ผ้าอ้อมเปียกชื้น และเมื่อสังเกตดูดีๆ ปัสสาวะของลูกมีกลิ่นฉุนรุนแรงหรือมีสีขุ่นข้นอย่างเห็นได้ชัด

นี่คือสัญญาณเตือนสำคัญของ การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งหากเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวอาจเป็นเรื่องของการดูแลสุขอนามัยหรือความบังเอิญ แต่ถ้าหากลูกน้อยกลับมาเป็นซ้ำสองครั้ง สามครั้ง หรือมากกว่านั้นในรอบไม่กี่เดือน นั่นไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดาแล้ว และเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ห้ามละเลยอย่างเด็ดขาด

ทำไมลูกน้อยถึงเป็นไข้จากการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะซ้ำแล้วซ้ำเล่า?

การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ในเด็กเล็กและทารกนั้นมีกลไกที่แตกต่างจากผู้ใหญ่ค่อนข้างมาก ในผู้ใหญ่มักเกิดจากพฤติกรรมการอั้นปัสสาวะหรือการทำความสะอาดที่ไม่เหมาะสม แต่สำหรับทารกวัยไม่กี่เดือนที่ยังใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปอยู่ตลอดเวลา การติดเชื้อซ้ำซากมักจะมีสาเหตุแฝงเร้นที่ลึกซึ้งกว่านั้น

โดยปกติแล้ว เชื้อแบคทีเรีย (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเชื้อเอสเชอริเชีย โคไล หรือ E. coli ที่อาศัยอยู่ในลำไส้และอุจจาระ) จะเล็ดลอดผ่านท่อปัสสาวะเข้าไปสู่กระเพาะปัสสาวะ หากร่างกายของเด็กมีความผิดปกติทางโครงสร้างของระบบทางเดินปัสสาวะมาตั้งแต่กำเนิด ก็จะทำให้เชื้อโรคเหล่านี้เจริญเติบโตและย้อนกลับขึ้นไปทำลายไตได้ง่ายขึ้นและบ่อยขึ้น จนกลายเป็นการติดเชื้อซ้ำซากนั่นเอง

โครงสร้างร่างกายแฝงเร้น: ต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กเล็กติดเชื้อบ่อยผิดปกติ

เมื่อลูกมีการติดเชื้อซ้ำๆ สิ่งแรกที่คุณหมอเด็กจะนึกถึงคือความผิดปกติทางโครงสร้างร่างกายของระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งภาวะที่พบบ่อยที่สุดมีดังนี้

  • ภาวะปัสสาวะไหลย้อนกลับ (Vesicoureteral Reflux หรือ VUR): ถือเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการติดเชื้อซ้ำซาก โดยปกติแล้วเมื่อปัสสาวะไหลจากไตลงมาที่กระเพาะปัสสาวะแล้ว จะไม่สามารถไหลย้อนกลับขึ้นไปได้เนื่องจากมีลิ้นกั้นธรรมชาติ แต่ในเด็กที่มีภาวะ VUR ลิ้นกั้นนี้จะทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ทำให้ปัสสาวะที่ปนเปื้อนเชื้อโรคไหลย้อนกลับขึ้นไปสู่ไต นำไปสู่การติดเชื้อที่กรวยไตซ้ำๆ และก่อให้เกิดแผลเป็นที่เนื้อไตในระยะยาว
  • ภาวะอุดกั้นของระบบทางเดินปัสสาวะ: เช่น มีพังผืดกั้นในท่อปัสสาวะ หรือท่อไตตีบแคบแต่กำเนิด ทำให้น้ำไหลผ่านไม่สะดวก เกิดการคั่งค้างของปัสสาวะ ซึ่งปัสสาวะที่ค้างอยู่นี้เปรียบเสมือนน้ำนิ่งที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ชั้นดีของแบคทีเรีย
  • โครงสร้างท่อปัสสาวะผิดปกติในเด็กชาย (Posterior Urethral Valves): เป็นความผิดปกติเฉพาะในทารกเพศชายที่มีแผ่นเนื้อเยื่อขวางกั้นในท่อปัสสาวะ ส่งผลให้ปัสสาวะลำบากและเกิดการไหลย้อนกลับ

สัญญาณเตือนที่พ่อแม่ต้องรู้: สังเกตอย่างไรว่าลูกกำลังทรมานจากการติดเชื้อ?

ทารกยังพูดไม่ได้และไม่สามารถบอกเราได้ว่าหนูเจ็บปวดตรงไหน ดังนั้นการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดจึงเป็นหน้าที่สำคัญของคุณพ่อคุณแม่ อาการแสดงของการติดเชื้อในวัยนี้มักจะไม่เฉพาะเจาะจง ซึ่งแตกต่างจากเด็กโตหรือผู้ใหญ่

อาการทางกายที่แสดงออกอย่างชัดเจน

  • มีไข้สูงโดยหาสาเหตุไม่ได้: ลูกไม่มีอาการไอ น้ำมูกไหล หรือท้องเสีย แต่กลับมีไข้สูงเฉียบพลันและไข้ไม่ยอมลด
  • งอแงผิดปกติขณะปัสสาวะ: ลูกจะร้องไห้จ้า หน้าดำหน้าแดง หรือบิดตัวไปมาคล้ายเจ็บปวดทุกครั้งที่ปัสสาวะเล็ดออกมา
  • ลักษณะปัสสาวะเปลี่ยนไป: ปัสสาวะมีสีขุ่น มีตะกอน มีเลือดปน หรือมีกลิ่นเหม็นฉุนรุนแรงคล้ายน้ำคาวปลา
  • พฤติกรรมการกินและการนอนเปลี่ยนไป: ลูกเบื่ออาหาร ไม่ยอมดูดนม อาเจียนบ่อย หรือน้ำหนักตัวไม่ขึ้นตามเกณฑ์

ขั้นตอนการตรวจหาสาเหตุ: คุณหมอจะช่วยสืบค้นต้นตอได้อย่างไรบ้าง?

เมื่อพามาพบแพทย์เพื่อรักษากรณีสงสัยการติดเชื้อซ้ำซาก คุณหมอจะไม่ได้เพียงแค่จ่ายยาฆ่าเชื้อให้ทานแล้วจบไป แต่จำเป็นต้องสืบค้นอย่างละเอียดเพื่อหาทางป้องกันไม่ให้เนื้อไตของลูกถูกทำลายในระยะยาว โดยมีขั้นตอนการตรวจดังนี้

1. การตรวจปัสสาวะและเพาะเชื้อ (Urine Analysis and Culture)

ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุดเพื่อยืนยันว่ามีการติดเชื้อจริง และเพื่อดูว่าเชื้อแบคทีเรียชนิดใดที่ดื้อต่อยาฆ่าเชื้อบ้าง เพื่อที่คุณหมอจะได้เลือกใช้ยาได้อย่างตรงจุดที่สุด

2. การตรวจอัลตราซาวนด์ระบบทางเดินปัสสาวะ (Ultrasound KUB)

เป็นการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงตรวจดูขนาด รูปร่าง และตำแหน่งของไต รวมถึงกระเพาะปัสสาวะ เพื่อค้นหาเบื้องต้นว่ามีไตบวมน้ำ ท่อไตขยายตัว หรือมีความผิดปกติของโครงสร้างที่มองเห็นได้ชัดเจนหรือไม่

3. การฉีดสารทึบแสงเพื่อดูลักษณะการปัสสาวะ (VCUG)

เป็นการตรวจโดยการสวนสายยางขนาดเล็กเข้าไปในท่อปัสสาวะเพื่อใส่น้ำยาพิเศษ จากนั้นจะถ่ายภาพเอกซเรย์ขณะที่ลูกกำลังปัสสาวะ วิธีนี้เป็นวิธีมาตรฐานในการวินิจฉัยภาวะปัสสาวะไหลย้อนกลับ (VUR) ว่ารุนแรงระดับไหน

4. การตรวจสแกนไต (DMSA Scan)

ในรายที่มีการติดเชื้อซ้ำซากบ่อยครั้ง คุณหมออาจแนะนำให้ตรวจสแกนไตเพื่อประเมินดูว่ามีเนื้อไตส่วนไหนที่กลายเป็นแผลเป็น (Renal Scarring) จากการอักเสบซ้ำๆ ไปแล้วบ้าง เพื่อใช้วางแผนการรักษาระยะยาว

วิธีรักษาและปกป้องลูกน้อยไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำอีก

เป้าหมายสูงสุดของการรักษาไม่ใช่แค่การทำให้ไข้ลดลง แต่คือการปกป้องรักษาเนื้อไตไม่ให้สูญเสียหน้าที่การทำงานไปอย่างถาวร แนวทางการดูแลรักษาจึงแบ่งออกเป็นหลายส่วนร่วมกัน

การรักษาด้วยยาและการดูแลทางการแพทย์

  • การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างครบถ้วน: เมื่อได้รับยาฆ่าเชื้อจากคุณหมอแล้ว ต้องป้อนยาให้ครบกำหนดอย่างเคร่งครัด แม้ว่าลูกจะไข้ลดลงและดูร่าเริงขึ้นแล้วก็ตาม เพราะการหยุดยาก่อนกำหนดจะทำให้เชื้อหลงเหลือและพัฒนาไปเป็นเชื้อดื้อยาที่รักษายากขึ้น
  • การทานยาปฏิชีวนะขนาดต่ำเพื่อป้องกัน (Prophylactic Antibiotics): ในเด็กที่ตรวจพบภาวะปัสสาวะไหลย้อนกลับ (VUR) คุณหมออาจพิจารณาให้ทานยาฆ่าเชื้อขนาดต่ำๆ ทุกวันก่อนนอน เพื่อควบคุมปริมาณแบคทีเรียและป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อซ้ำในระหว่างที่รอให้ร่างกายเติบโตและรูรั่วปิดไปเองตามธรรมชาติ
  • การผ่าตัดแก้ไขโครงสร้าง: ในรายที่มีความผิดปกติทางกายวิภาคอย่างรุนแรง หรือใช้ยาป้องกันแล้วยังเกิดการติดเชื้อซ้ำบ่อยครั้งจนเนื้อไตเริ่มเป็นแผลเป็น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอาจพิจารณาผ่าตัดแก้ไขโครงสร้างเพื่อความปลอดภัยของไตในอนาคต

การปรับพฤติกรรมและการดูแลสุขอนามัยที่บ้าน

  • ทำความสะอาดอวัยวะเพศอย่างถูกวิธี: สำหรับทารกเพศหญิง ต้องเช็ดทำความสะอาดจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เศษอุจจาระและแบคทีเรียจากทวารหนักเล็ดลอดเข้าสู่ท่อปัสสาวะ ส่วนทารกเพศชายให้ทำความสะอาดบริเวณรอบๆ และห้ามดึงรั้งหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศแรงจนเกินไป
  • เปลี่ยนผ้าอ้อมบ่อยๆ: หลีกเลี่ยงการปล่อยให้ลูกใส่ผ้าอ้อมที่เปียกชื้นเปื้อนปัสสาวะหรืออุจจาระเป็นเวลานาน ความอับชื้นและความร้อนเป็นสภาพแวดล้อมที่แบคทีเรียเติบโตได้ดีมาก
  • ส่งเสริมการดื่มน้ำและขับถ่าย: ในทารกที่เริ่มทานอาหารเสริมแล้ว ควรให้ดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอเพื่อช่วยขับล้างแบคทีเรียออกจากกระเพาะปัสสาวะตามธรรมชาติ และดูแลไม่ให้ลูกมีอาการท้องผูก เนื่องจากลำไส้ที่ขยายใหญ่จากอุจจาระที่อัดแน่นสามารถไปกดเบียดท่อปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะคั่งค้างและติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

การดูแลลูกน้อยที่มีภาวะติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะซ้ำซากอาจต้องใช้พลังกายและพลังใจจากคุณพ่อคุณแม่อย่างมาก แต่ขอให้ระลึกไว้เสมอว่า การวินิจฉัยที่รวดเร็วและการรักษาอย่างต่อเนื่องภายใต้ความดูแลของแพทย์เฉพาะทาง คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยปกป้องไตของลูกรักให้ทำงานได้อย่างสมบูรณ์และเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรงในอนาคต

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down