ช่วงเปลี่ยนผ่านของฤดูกาลมักมาพร้อมกับความกังวลใจของคุณพ่อคุณแม่ โดยเฉพาะเมื่อได้ยินเสียงลูกน้อยวัยทารกเริ่มมีเสียงหายใจครืดคราด ไอแห้งๆ จนกลายเป็นไอมีเสมหะเสียงดังในอก เด็กเล็กๆ ยังไม่สามารถบอกความรู้สึกของตัวเองได้ สิ่งที่แสดงออกจึงมีเพียงเสียงร้องไห้โยเยเพราะความอึดอัด หายใจไม่สะดวก และไม่ยอมกินนม อาการเหล่านี้มักเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคทางเดินหายใจที่พบได้บ่อยมาก นั่นคือ ภาวะหลอดลมอักเสบในทารกและการจัดการเสมหะอย่างถูกวิธีจึงเป็นทักษะสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อช่วยให้ลูกน้อยผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้อย่างปลอดภัย
ทำไมลูกน้อยถึงเป็นหลอดลมอักเสบ? มาเข้าใจธรรมชาติของร่างกายลูกกัน
หลอดลมอักเสบในเด็กเล็กส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งเชื้อที่พบบ่อยที่สุดคือเชื้อ RSV และเชื้อไข้หวัดใหญ่ เมื่อเชื้อโรคเหล่านี้เข้าสู่ร่างกาย จะเข้าไปทำให้เยื่อบุหลอดลมเกิดการบวมและอักเสบ ร่างกายของเด็กจะตอบสนองด้วยการสร้างสารคัดหลั่งหรือเสมหะออกมาเป็นจำนวนมากเพื่อดักจับเชื้อโรค
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ในทารกแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างมากคือ ขนาดของหลอดลมในเด็กเล็กที่มีขนาดเล็กมาก เพียงแค่เท่ากับความกว้างของหลอดดูดน้ำธรรมดาเท่านั้น เมื่อเยื่อบุหลอดลมบวมขึ้นประกอบกับมีเสมหะเหนียวข้นมาอุดตัน ทางเดินหายใจของลูกจึงตีบแคบลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ลูกต้องออกแรงหายใจมากกว่าปกติจนเกิดเสียงวี้ดหรือเสียงครืดคราดในอกตามมา
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บ่งบอกว่าหลอดลมของลูกเริ่มมีปัญหา
ในช่วงแรก ลูกอาจมีอาการเหมือนเป็นหวัดธรรมดา มีน้ำมูกใส ไข้ต่ำ และไอเล็กน้อย แต่ภายใน 2-3 วัน อาการไอมักจะเริ่มถี่ขึ้นและเปลี่ยนเป็นไอแบบมีเสมหะข้นลึก คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเหล่านี้ร่วมด้วย แสดงว่าอาการอักเสบเริ่มลามลงสู่หลอดลมส่วนล่างแล้ว
- มีเสียงครืดคราดในอกเด่นชัด โดยเฉพาะเวลาที่นอนราบหรือหลังจากตื่นนอน
- หายใจเร็วกว่าปกติ สำหรับทารกแรกเกิดถึงสองเดือน ไม่ควรหายใจเกิน 60 ครั้งต่อนาที และสำหรับเด็กอายุสองเดือนถึงหนึ่งปี ไม่ควรเกิน 50 ครั้งต่อนาที
- เบื่ออาหาร นมไม่ยอมกิน เนื่องจากเมื่อหายใจลำบาก ลูกจะไม่มีแรงพอที่จะดูดนม หรือเมื่อดูดนมแล้วจะเกิดอาการไอจนสำลัก
ทำไมเสมหะในทารกถึงเป็นเรื่องใหญ่ และกลไกที่ทำให้ลูกขับเสมหะเองไม่ได้
ผู้ใหญ่อย่างเราเมื่อมีเสมหะก็สามารถไอและบ้วนทิ้งได้เองอย่างง่ายดาย แต่สำหรับทารก กล้ามเนื้อกระบังลมและกล้ามเนื้อหน้าอกยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ทำให้แรงไอไม่แรงพอที่จะขับเสมหะที่เหนียวข้นให้ออกจากหลอดลมลึกๆ ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ทารกยังไม่มีสัญชาตญาณในการบ้วนเสมหะทิ้ง เมื่อไอออกมาเสมหะมักจะถูกกลืนลงไปในกระเพาะอาหาร หรือบางครั้งไหลย้อนกลับลงไปในทางเดินหายใจอีกรอบ ทำให้กลายเป็นวงจรไอไม่หายสักที
การปล่อยให้เสมหะคั่งค้างอยู่ในหลอดลมนานเกินไป ไม่เพียงแต่ทำให้ลูกอึดอัด แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะปอดแฟบจากการที่เสมหะไปอุดตันทางเดินหายใจส่วนปลาย และอาจกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรียจนลุกลามเป็นโรคปอดบวมได้ในที่สุด
วิธีช่วยลูกระบายเสมหะให้อล่งคออย่างปลอดภัยและถูกวิธี
การดูแลรักษาภาวะหลอดลมอักเสบในทารกและการจัดการเสมหะอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถทำได้ที่บ้านด้วยวิธีทางกายภาพบำบัดทรวงอกและการปรับสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยและช่วยบรรเทาอาการได้ดีที่สุด
1. การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือและดูดเสมหะออก
ก่อนอาหารหรือก่อนนอนประมาณ 30 นาที ให้ใช้ยากดน้ำเกลือปราศจากเชื้อหยดเข้าจมูกลูกข้างละ 2-3 หยดเพื่อช่วยให้เสมหะและน้ำมูกที่แห้งกรังนุ่มลง จากนั้นใช้ลูกยางแดงหรือเครื่องดูดน้ำมูกสำหรับเด็กค่อยๆ ดูดเอาเสมหะและน้ำมูกออกมา การเคลียร์ทางเดินหายใจส่วนบนนี้จะช่วยให้ลูกหายใจโล่งขึ้นและกินนมได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
2. การจัดท่านอนเพื่อระบายเสมหะ
ในขณะที่ลูกหลับ ควรจัดท่าให้ศีรษะและลำตัวส่วนบนของลูกสูงขึ้นเล็กน้อย โดยการใช้ผ้าหนุนใต้ที่นอน (ไม่ควรใช้หมอนหนุนศีรษะโดยตรงเพราะอาจทำให้คอพับและหายใจลำบากกว่าเดิม) หรืออุ้มลูกนอนตะแคงเพื่อป้องกันไม่ให้เสมหะไหลลงไปอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนหลัง
3. การเคาะปอดอย่างถูกวิธีเพื่อระบายเสมหะในหลอดลม
การเคาะปอดจะช่วยให้เสมหะที่เกาะอยู่ตามผนังหลอดลมหลุดร่อนออกและเคลื่อนตัวขึ้นมาที่หลอดลมส่วนบนเพื่อให้ลูกไอออกได้ง่ายขึ้น วิธีปฏิบัติมีดังนี้
- ทำมือเป็นรูปถ้วย: ห่อฝ่ามือให้เป็นลักษณะอุ้งมือ มีลมอยู่ข้างใน ไม่ควรใช้ฝ่ามือแบนราบเคาะโดยตรงเพราะจะทำให้ลูกเจ็บ
- ตำแหน่งที่เคาะ: เคาะบริเวณทรวงอกด้านหลังทั้งซ้ายและขวา หลีกเลี่ยงแนวบริเวณกระดูกสันหลังและชายโครงด้านล่างที่เป็นตำแหน่งของไต
- จังหวะการเคาะ: เคาะด้วยน้ำหนักที่สม่ำเสมอ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ประมาณ 3-5 นาทีต่อท่า ควรทำในช่วงที่ท้องว่าง คือก่อนมื้อนมหรือหลังมื้อนมอย่างน้อย 2 ชั่วโมงเพื่อป้องกันการอาเจียนและสำลัก
4. การเพิ่มความชื้นในอากาศและการป้อนน้ำอย่างเหมาะสม
หากห้องนอนเปิดเครื่องปรับอากาศ อากาศที่แห้งจะทำให้เสมหะของลูกเหนียวข้นและเกาะแน่นขึ้น การใช้เครื่องพ่นไอน้ำเพิ่มความชื้นในห้องจะช่วยให้เสมหะนิ่มลง สำหรับทารกที่อายุมากกว่า 6 เดือน การให้จิบนมอุ่นๆ หรือน้ำอุ่นบ่อยๆ จะช่วยเจือจางเสมหะได้ดีมาก ส่วนทารกที่อายุน้อยกว่า 6 เดือน ให้เน้นการป้อนนมแม่ให้บ่อยขึ้นแทน
สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ห้ามทำเด็ดขาดเมื่อลูกมีเสมหะ
ด้วยความรักและเป็นห่วง บางครั้งคุณพ่อคุณแม่อาจเผลอทำบางสิ่งที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจของลูกโดยไม่รู้ตัว
- ซื้อยาแก้ไอหรือยาลดเสมหะให้ลูกกินเอง: ยาแก้ไอหลายชนิดมีฤทธิ์กดการไอ ซึ่งจะทำให้เสมหะค้างอยู่ในปอดมากขึ้นและระบายออกไม่ได้ ส่วนยาละลายเสมหะบางประเภทอาจทำให้ร่างกายสร้างเสมหะเพิ่มขึ้นชั่วคราว ซึ่งอาจทำให้เด็กเล็กสำลักเสมหะตัวเองได้ การใช้ยาในทารกจึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เสมอ
- เคาะปอดทันทีหลังอิ่มนม: การเคาะปอดหรือล้างจมูกทันทีหลังลูกเพิ่งกินนมอิ่ม มีโอกาสสูงมากที่จะทำให้ลูกอาเจียนและสำลักนมลงปอด ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
สัญญาณเตือนอันตราย ที่ต้องรีบพาลูกไปพบแพทย์ทันที
แม้ว่าภาวะหลอดลมอักเสบส่วนใหญ่จะสามารถดูแลรักษาหายได้เองที่บ้าน แต่หากมีอาการรุนแรงเหล่านี้เกิดขึ้น ควรรีบพาลูกไปโรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด
- ลูกหายใจหอบเหนื่อย จนหน้าอกบุ๋ม ซี่โครงบาน หรือปีกจมูกบานขณะหายใจเข้า
- ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้าเริ่มมีสีคล้ำช้ำหรือเขียวซีด
- ลูกซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ยอมเล่น ไม่ยอมสบตา หรือมีอาการกระสับกระส่ายร้องกวนไม่ยอมนอน
- มีไข้สูงลอยและไม่ยอมกินนมหรือน้ำเลยจนเริ่มมีอาการขาดน้ำ เช่น ปัสสาวะน้อยลง ผ้าอ้อมแห้งนานกว่า 6 ชั่วโมง หรือเบ้าตาดูบุ๋มลึก
ร่างกายของทารกนั้นเปราะบางและต้องการความดูแลอย่างละเอียดอ่อน การเข้าใจธรรมชาติของโรคและรู้วิธีจัดการกับเสมหะอย่างถูกต้อง จะช่วยลดความทรมานของลูกน้อย ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง และช่วยให้ลูกรักกลับมาหายใจได้โล่งโปร่ง สดใส มีรอยยิ้มที่แข็งแรงได้ดังเดิมในเร็ววัน